ปวดหัวข้างขวา สาเหตุ วิธีรักษา และเมื่อไรควรรีบพบแพทย์
ใครที่กำลังกังวลว่า อาการ ปวดหัวข้างขวา ที่อยู่ดี ๆ ก็ปวดขึ้นมาแล้วก็หายไป หรือบางคนก็ปวดบ่อย ๆ กังวลว่าเป็นไมเกรน หรือเป็นโรคร้ายแรงอย่างเนื้องอกสมองหรือเปล่า ในบทความนี้ หมอจะมาเจาะลึก อาการปวดศีรษะข้างเดียวกันอย่างละเอียดเลยค่ะ
8 สัญญาณเตือน ที่ต้องรีบพบแพทย์ (Red Flag Signs)
โดยทั่วไป อาการปวดศีรษะข้างเดียวกว่า 80–90 % จะมาจากกลุ่ม Primary Headache เช่น ไมเกรน หรือ Tension-type headache ซึ่งแม้จะทรมาน แต่ไม่ค่อยอันตรายและมักเริ่มมาตั้งแต่อายุน้อยกว่า 50 ปีค่ะ
อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกราว 10–20 % ที่เกิดจาก Secondary Headache (ปวดแบบมีสาเหตุชัดเจน) เช่น มีก้อนเลือดในสมอง, เนื้องอก, การติดเชื้อเยื่อหุ้มสมอง, หลอดเลือดอักเสบ ซึ่งอาการในกลุ่มนี้อันตรายและทำให้เสียชีวิตได้เลยค่ะ
กลุ่มโรคปวดศีรษะที่อันตรายมักมี “สัญญาณเตือน” ได้แก่ ปวดเฉียบพลันรุนแรงที่สุดในชีวิต, ปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ, หรือมีอาการระบบประสาทร่วม (แขน-ขาอ่อนแรง ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด), อาการตา (ตามัว เห็นภาพซ้อน สูญเสียการมองเห็น), กลุ่มอาการติดเชื้อ (ไข้สูง + คอแข็ง) หรือ ซึม-หมดสติ
และหากเริ่มปวดหนักครั้งแรก หลังอายุ 50 ปี ก็ให้สงสัยว่าจะเป็นโรครุนแรงไว้ก่อนด้วยค่ะ หากใครปวดหัว แล้วมีข้อใดข้อนึงใน 8 ข้อนี้เกิดขึ้น ก็ให้รีบไปโรงพยาบาลทันทีนะคะ
ตำแหน่งการปวดศีรษะที่พบได้บ่อย ?
อย่างไรก็ตาม หากจะวินิจฉัยว่า อาการปวดหัวข้างเดียว ของเรา เป็นจากอะไร น่ากังวลหรือเปล่า หมอไม่สามารถดูจากตำแหน่งที่ปวดเพียงอย่างเดียวได้ค่ะ ต้องมีการนำลักษณะ อาการต่าง ๆ มาวิเคราะห์ร่วมด้วย เพราะอาการปวดแต่ละโรค ก็จะมีรายละเอียดเฉพาะตัวที่แตกต่างกันไปค่ะ โดยเบื้องต้น จะดูจาก 5 ข้อ ดังนี้ค่ะ
1. ปวดมานานแค่ไหน ปวดนาน ๆ ที หรือปวดติดกันมาหลายวัน หลายเดือน
2. ปวดครั้งนึงนานแค่ไหน ปวดเป็นนาที เป็นชั่วโมง หรือปวดตลอดเวลา
3. ลักษณะอาการปวด ปวดแบบไหน ปวดตื้อ ๆ ปวดจี๊ด ๆ ปวดแสบ ๆ ปวดตุ๊บ ๆ ปวดเหมือนโดนบีบ
4. ตัวกระตุ้น เช่น เครียดแล้วปวด กินอะไรแล้วปวด เจอแสงจ้า เจอเสียงดังแล้วปวด หรือนั่งทำงานนาน ๆ แล้วปวด
5. อาการร่วม เช่น มีคลื่นไส้อาเจียนไหม มีไข้ มีตามัว มีเวียนหัว บ้านหมุน มีแขนขา อ่อนแรง อ่อนเพลีย อารมณ์แปรปรวน น้ำตาไหล น้ำมูกไหล
6. ตำแหน่งปวด เช่น ปวดข้างขวาอย่างเดียว ปวดข้างซ้ายอย่างเดียว ปวดกระบอกตา ปวดหน้าผาก ปวดรอบหัว
สำหรับ ปวดหัวข้างขวา อย่างเดียว กับ ปวดหัวข้างซ้าย อย่างเดียว จริง ๆ แล้วสาเหตุที่เจอได้ไม่ต่างกันค่ะ โดยสาเหตุที่พบบ่อยสุดจากประสบการณ์ของหมอแล้ว มักเป็นโรคที่ไม่รุนแรง คือ ปวดจากเทนชั่น (tension type headache) และปวดจากกล้ามเนื้อคอบ่าไหล่ตึงตัวค่ะ และหากไม่ใช่สองโรคนี้ก็ยังมีโอกาศเป็นอีกหลายโรคได้ เหมือนที่หมอสรุปมาให้ในตารางด้านล่างนี้ค่ะ ดังนั้น หมอจึงต้องซักประวัติ ตรวจร่างกาย อย่างละเอียด เพื่อวินิจฉัยให้ถูกต้องว่าคนไข้ปวดศีรษะจากอะไร จะได้ทำการรักษาได้อย่างถูกต้องค่ะ
จะเห็นได้ว่า อาการปวดของแต่ละโรคจะแตกต่างกันไป ซึ่งถ้าเข้าข่ายรุนแรง ตาม 8 สัญญาณที่หมอกล่าวถึงก่อนหน้านี้ ก็ต้องรีบไปพบแพทย์นะคะ แต่ถ้าใครที่ยังไม่ได้มีอาการที่น่ากังวลมากกว่าจะเป็นโรคอันตราย ก็ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ และรักษาอย่างถูกต้อง จะได้กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขค่ะ สำหรับบทความนี้ หมอขอยกตัวอย่าง 6 สาเหตุ ปวดหัวข้างเดียว ที่พบได้บ่อย และมักจะเป็นแบบเรื้อรัง ทำให้เกิดความทุกข์ทรมาณในระยะยาวกันค่ะ
ปวดหัวข้างขวาเรื้อรัง โรคที่พบบ่อย
อาการปวดหัวข้างขวาเป็นอาการที่พบได้บ่อย ซึ่งสามารถเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ บทความนี้จะนำเสนอรายละเอียดเกี่ยวกับสาเหตุที่เป็นไปได้ พร้อมกับอาการที่ควรตรวจสอบ เพื่อช่วยในการวินิจฉัยและการรักษาอย่างเหมาะสม
1. ปวดศีรษะเทนชั่น (Tension Headaches)
ปวดหัวเทนชั่น เป็นอาการปวดข้างเดียวที่พบได้บ่อยที่สุด ซึ่งไม่รู้สาเหตุแน่ชัด แต่เชื่อว่าเกิดจากกล้ามเนื้อรอบ ๆ ศีรษะและคอที่มีการเกร็งตัวเรื้อรัง และสมองมีความไวต่อความเจ็บปวดที่มากขึ้น ทั้งคืออาการปวดศีรษะจากความเครียดเกิดจากการหดเกร็งของกล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า และไหล่ มักเกิดจากความเครียด การนั่งทำงานนาน ๆ หรือท่าทางที่ไม่ถูกต้อง
ลักษณะการปวด
● ปวดตื้อ ๆ อาจปวดข้างเดียว หรือปวดสองข้างก็ได้
● ปวดเหมือนโดนบีบ โดนรัด
● ปวดเล็กน้อยถึงปานกลาง ไม่ถึงกับต้องหยุดงาน
● ต้องไม่มีคลื่นไส้อาเจียน หรือไวแสง ไวเสียง
ระยะเวลาการปวด
● ปวดเป็นชั่วโมงหรือทั้งวัน ทุกวัน ขึ้นกับความรุนแรง
ตัวกระตุ้น
● ความเครียด ความกังวล
● การทำงานในท่าทางที่ไม่ถูกต้อง ก้มไหล่ ห่อไหล่
● กล้ามเนื้อตึง ใช้หน้าจอมากเกินไป
● พักผ่อนไม่เพียงพอ การนอนไม่มีคุณภาพ
อาการร่วม
● ปวดคอและไหล่
ตำแหน่งที่ปวด
● รอบศีรษะ
● ขมับ
● หน้าผาก
การรักษา
● ปรับพฤติกรรม ลดความเครียด พักสายตา จัดท่าทางการนั่งทำงานให้เหมาะสม
● ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และยืดกล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ เป็นประจำ
● ปรึกษาแพทย์ และเภสัชกร ใช้ยาเฉพาะเวลาปวด เช่น Paracetamol หรือ Ibuprofen และควรระวังไม่กินยาแก้ปวดมากเกิน 15 เม็ดต่อเดือน เพราะจะทำให้ให้เกิดภาวะสมองติดยาได้
● ในรายที่ปวดเรื้อรัง อาการไม่ดีขึ้น อาจพิจารณาใช้ยาป้องกัน เช่น amitriptyline (ภายใต้การดูแลแพทย์)
2. ไมเกรน (Migraine)
ไมเกรน คือ เป็นโรคทางสมอง ที่เกิดจากสมองมีความไวต่อสิ่งกระตุ้น และมีความผิดปกติของหลอดเลือด และสารเคมีในสมอง พบบ่อยและพบมากกว่าในผู้หญิง
ลักษณะการปวด
● ปวดตุ๊บ ๆ หรือเต้นตุบ ๆ ตามจังหวะหัวใจ
● ปวดข้างเดียว
● ปวดปานกลาง ถึงรุนแรง
ระยะเวลาการปวด
●ปวดเป็นชั่วโมง หรือนานกว่านั้น
ปัจจัยกระตุ้น
● ความเครียด
● อาหารบางชนิด (เช่น ช็อกโกแลต แอลกอฮอล์)
● แสงจ้า
● เสียงดัง
● กิจกรรมทางกาย
● ฮอร์โมน
อาการร่วม
● คลื่นไส้ อาเจียน
● ไวต่อแสง (photophobia)
● ไวต่อเสียง (phonophobia)
● อาจมีออรา (เห็นแสงไฟกระพริบ หรือจุดบอด) ก่อนปวดหัว
ตำแหน่งที่ปวด
● รอบ ๆ ดวงตา
● ขมับ
● หน้าผาก
การรักษา
● หากปวดน้อย เป็นนาน ๆ ครั้ง สามารถใช้ยาแก้ปวดทั่วไปได้ และเน้นที่การหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น
● หากปวดรุนแรง ต้องใช้ยาที่เฉพาะเจาะจงกับไมเกรน แนะนำให้ปรึกษากับหมอสมองค่ะ
● หลีกเลี่ยงตัวกระตุ้นอย่างเคร่งครัด ออกกำลังกาย และจดบันทึกอาการไมเกรน
● ถ้าปวดบ่อย (≥4 ครั้ง/เดือน) หรือกระทบชีวิต ควรใช้ยาป้องกัน ซึ่งปัจจุบันมีทั้งยากิน และยาฉีด ซึ่งรักษาไมเกรนได้อย่างเฉพาะเจาะจงค่ะ
● หากเป็นไมเกรนเรื้อรัง ปวดมานานไม่ดีขึ้น ควรรับการรักษาอย่างถูกต้อง อ่านเพิ่มเติมได้จากบทความนี้เลยค่ะ ไมเกรนเรื้อรัง
3. ปวดเส้นประสาทไตรเจมินัล (Trigeminal Neuralgia)
หรือโรคเส้นประสาทใบหน้าอักเสบ คือ ภาวะที่เส้นประสาทที่ทำหน้าที่รับความรู้สึกจากใบหน้ามีการอักเสบ ทำให้มีอาการปวดแบบไฟช็อต อย่างรุนแรง ฉับพลัน เป็น ๆ หาย ๆ บริเวณใบหน้าข้างเดียว มักเป็นช่วงสั้น ๆ แค่ไม่กี่วินาที แต่รุนแรงจน สะดุ้ง
ลักษณะการปวด
● ปวดเหมือนไฟฟ้าช็อตที่ใบหน้าข้างเดียว
ระยะเวลาการปวด
● ปวดเป็นวินาทีถึงนาที
● เป็นซ้ำ ๆ วันละหลายครั้ง
ตัวกระตุ้น
● การเคี้ยว
● การพูด
● การสัมผัสใบหน้า
● ล้างหน้า แปรงฟัน
อาการร่วม
● ปวดเมื่อเคี้ยว พูด หรือสัมผัสใบหน้า
ตำแหน่งที่ปวด
● ใบหน้า ข้างเดียว
การรักษา
● ปรึกษาหมอสมอง ใช้ยารักษา เช่น กลุ่มยากันชัก
● หากไม่ตอบสนองต่อยา หรือมีผลข้างเคียงมาก อาจพิจารณาการฉายรังสี , ฉีดยาชา หรือผ่าตัดปลดหลอดเลือดกดเส้นประสาท (MVD)
● หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น เช่น ลมโดนหน้า การแปรงฟันแรง ๆ หรือการเคี้ยวของแข็ง
4. ปวดคลัสเตอร์ (Cluster Headaches)
ปวดหัวคลัสเตอร์ คือ อาการปวดหัวที่พบไม่บ่อย แต่ปวดรุนแรงมากที่สุดในกลุ่ม Primary Headache เป็นโรคที่ยังไม่มีสาเหตุชัดเจน แต่เชื่อว่าเกิดจากความผิดปกติของสมองส่วน hypothalamus
คนไข้กลุ่มโรคนี้ มักรู้สึกเหมือนโดน “มีดแทงตา” และมักปวดซ้ำเป็นรอบ ๆ เวลา เช่น ปวดทุกวันเวลาเดิม ๆ ติดต่อกันหลายสัปดาห์ ตามรอบของปี
ลักษณะการปวด
● ปวดรุนแรง
● ปวดข้างเดียว
● ปวดมากเบ้าตา ขมับ หน้าผาก
● ปวดเหมือนอะไรแทงตา ปวดเหมือนตาจะถลนออกมา
ระยะเวลาการปวด
● ปวดเป็นรอบ ๆ ครั้งละ 15 นาที - 3 ชั่วโมง
● เกิดขึ้นได้หลายครั้งต่อวัน
ตัวกระตุ้น
● แอลกอฮอล์
● การสูบบุหรี่
● การเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล
อาการร่วม
● น้ำตาไหล
● จมูกตัน
● ตาแดง
● คัดจมูก
● เหงื่อออกข้างเดียว
ตำแหน่งที่ปวด
● รอบดวงตา
● ขมับ
การรักษา
● ในขณะปวด: หมอสมองจะทำการสั่งอ๊อกซิเจน ให้คนไข้ใช้ดมขณะปวด เพื่อลดการขยายตัวของหลอดเลือด และช่วยลดอาการปวดได้ดีกว่าการใช้ยาค่ะ
● ยาป้องกันอาการปวด : ใช้ยากินเพื่อป้องกันการปวดซ้ำ และปัจจุบันสามารถใช้ยาฉีดกลุ่ม anti CGRP ซึ่งได้ประสิทธิภาพในการป้องกันที่มากขึ้นได้ด้วยค่ะ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความนี้เลยค่ะ
● หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ในช่วงที่มีอาการบ่อย เพราะกระตุ้นให้ปวดทันที
5. หลอดเลือดขมับอักเสบ (Temporal Arteritis)
ปวดหัวจากเลือดขมับอักเสบ (หรือเรียกอีกชื่อว่า Giant Cell Arteritis) คือ อาการอักเสบของหลอดเลือดในบริเวณขมับ มักพบในผู้สูงอายุ มากกว่า 50 ปี และสามารถตาบอดถาวรได้ภายในไม่กี่วัน หากไม่รีบทำการรักษา
ลักษณะการปวด
● ปวดตุ๊บ ๆ ที่ขมับข้างเดียว
● เจ็บหนังศีรษะ โดยเฉพาะเมื่อหวีผม สัมผัส หรือสวมหมวด
ระยะเวลาการปวด
● ปวดเป็นชั่วโมงหรือนานกว่านั้น
ตัวกระตุ้น
● การเคี้ยวอาหาร
อาการร่วม
● หนังศีรษะเจ็บ
● ปวดกรามเมื่อเคี้ยว
● เห็นภาพซ้อน ตามัวข้างเดียว (จนกลายเป็นตาบอดภายใน 1-2 วัน)
● มีไข้ อ่อนเพลีย น้ำหนักลด
ตำแหน่งที่ปวด
● ขมับ
การรักษา
● แนะนำให้พบแพทย์เฉพาะทางโรคข้อหรือระบบประสาททันทีหากสงสัย
● ให้ยากดภูมิและยายับยั้งการอักเสบทันที่ เพื่อป้องกันตาบอด
6. ไซนัสอักเสบ (Sinusitis)
● ปวดหัวจากไซนัส เป็นอาการปวดที่เกิดจากการอักเสบของเยื่อบุโพรงจมูกและไซนัส แม้จะพบได้ไม่บ่อย แต่ก็ควรนึกถึงโรคนี้ด้วย หากคนไข้มีอาการของไซนัสอักเสบจริง ๆ
ลักษณะการปวด
● ปวดหนัก ๆ ตื้อ ๆ รู้สึกเหมือนมีแรงกดหรือดันในโพรงใบหน้า
● อาจเป็นข้างเดียวหรือสองข้าง ขึ้นกับไซนัสที่อักเสบ
ระยะเวลาการปวด
● ปวดเป็นชั่วโมงหรือนานกว่านั้น
ตัวกระตุ้น
● อาการแย่ลงเมื่อก้มหน้า ไอ สั่งน้ำมูกแรง ๆ
อาการร่วม
● จมูกตัน
● น้ำมูกข้น
● มีเสมหะในโพรงหลังจมูก
● จมูกไม่ได้กลิ่น
ตำแหน่งที่ปวด
● หน้าผาก
● โหนกแก้ม
● รอบ ๆ ดวงตา
การรักษา
● เมื่อหมอสมองวินิจฉัยโรคนี้ จะปรึกษาแพทย์ หู คอ จมูก เพื่อรับการรักษาไซนัสอักเสบต่อไป
● หลีกเลี่ยงฝุ่น ควัน อากาศเย็นจัด และควรดูแลสุขภาพโพรงจมูกอย่างสม่ำเสมอ
สรุปอาการปวดหัวข้างเดียว
อาการปวดหัวข้างขวาเรื้อรังอาจดูเหมือนไม่รุนแรง แต่ถ้าเป็นบ่อย กระทบชีวิต หรือมีสัญญาณเตือนที่กล่าวไปในตอนต้น การปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ตรวจหาสาเหตุ อาจทำให้พลาดโรคที่ต้องรีบรักษาได้ค่ะ
บางคนอาจเป็นแค่กล้ามเนื้อตึงตัวที่จัดการได้ง่าย แต่บางคน อาจกำลังมีโรคที่ซ่อนอยู่ หรือต้องทนทรมาณกับอาการปวดอยู่ หมออยากให้ทุกคนไม่มองข้ามสัญญาณของร่างกาย
ถ้าเริ่มรู้สึกว่า “อาการปวดของเราผิดปกติ” หรือ “ไม่เหมือนเดิม” หรือรู้สึกว่าอาการปวดเป็นเรื้อรัง จนกระทบชีวิตประจำวันและจิตใจ ก็ให้รีบมาพบแพทย์ เพื่อวินิจฉัยโรคให้ถูกต้อง รักษาให้ถูกโรค จะได้กลับไปใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพอีกครั้งค่ะ
หมอนุ่ม
พญ.ศุภมาศ วิบูรณ์สุขสันต์
แพทย์เฉพาะทางระบบประสาทและสมอง
