
"ปวดหัวไมเกรน ปวดไมเกรนเรื้อรัง รักษายังไงให้หายปวด"
อาการปวดศีรษะไมเกรน มีความซับซ้อนและแตกต่างจากการปวดศีรษะทั่วไป หมอจึงได้สรุปข้อมูลตามเกณฑ์การวินิจฉัยสากล มาให้ทุกคนเช็กเบื้องต้นก่อนค่ะ ว่าอาการเข้าข่ายโรคไมเกรนหรือไม่ค่ะ
1. ลักษณะอาการปวด
ลักษณะการปวดของไมเกรน จะต่างจากปวดหัวอื่น ๆ อย่างชัดเจน โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีอาการดังนี้:
- • ปวดศีรษะข้างเดียว: อาจเริ่มจากข้างใดข้างหนึ่ง และบางครั้งอาจสลับข้างได้
- • ปวดแบบตุ๊บๆ: รู้สึกปวดตามจังหวะการเต้นของชีพจร
- • ปวดรุนแรง (ปานกลางถึงมาก) : ปวดจนรบกวนการใช้ชีวิต ทำให้ไม่สามารถทำอะไรได้ตามปกติ
- • ระยะเวลา: อาการปวดมักคงอยู่นาน 4 - 72 ชั่วโมง หากไม่ได้รับการรักษา
2. อาการร่วม
นอกจากการปวดศีรษะ ในระหว่างที่ปวดไมเกรน มักมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย:
- • คลื่นไส้ หรืออาเจียน: เป็นอาการร่วมที่พบได้บ่อย ทำให้รู้สึกไม่สบายตัวอย่างยิ่ง
- • ทนแสงจ้าไม่ได้ (Photophobia): รู้สึกว่าแสงสว่างจ้ากว่าปกติ หรืออยากอยู่ในห้องมืดๆ
- • ทนเสียงดังไม่ได้ (Phonophobia): รู้สึกหงุดหงิดหรือทนไม่ได้แม้จะเป็นเสียงที่ไม่ดังมาก
3. อาการนำก่อนปวด (Aura)
บางท่านอาจมี "อาการนำ" ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนชั่วคราว ก่อนปวดไมเกรน 5-60 นาที โดยอาการที่พบบ่อย ได้แก่:
- • การมองเห็นผิดปกติ: เห็นแสงซิกแซก แสงวาบเป็นเส้นๆ หรือเห็นจุดดำลอยไปมา
- • การรับความรู้สึกผิดปกติ: รู้สึกชา หรือเหมือนมีเข็มทิ่มบริเวณใบหน้า แขน หรือขา
- • ปัญหาด้านการพูด: พูดลำบาก นึกคำพูดไม่ออก หรือพูดไม่ชัดชั่วคราว
4. ตัวกระตุ้น
ไมเกรนมักมีตัวกระตุ้นอย่างชัดเจน ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละท่าน ตัวกระตุ้นที่พบบ่อยคือ:
- • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน: โดยเฉพาะในผู้หญิงช่วงมีประจำเดือน
- • ความเครียดและการพักผ่อน: ความเครียดสะสม การนอนน้อย หรือนอนมากเกินไป
- • อาหารและเครื่องดื่ม: เช่น ช็อกโกแลต, ชีส, ผงชูรส, แอลกอฮอล์ (โดยเฉพาะไวน์แดง) อาหารแปรรูป ผลไม้บางชนิด และคาเฟอีน
- • สิ่งแวดล้อม: แสงแดดจ้า แสงไฟกะพริบ กลิ่นฉุน กลิ่นน้ำหอม หรืออากาศที่เปลี่ยนแปลง

ปวดหัวไมเกรนเรื้อรัง มักเริ่มต้นจากอาการปวดหัวไมเกรนทั่วๆ ไปก่อน คือ ปวดข้างเดียว ปวดตุ๊บๆ มีอาการคลื่นไส้ สู้แสงจ้าและเสียงดังไม่ได้ และเมื่ออาการเป็นบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ ร่วมกับไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม อาการของไมเกรนก็จะเริ่มเป็นรุนแรงมากขึ้น และมีลักษณะอาการไมเกรนที่ต่างไปจากเดิม ได้แก่
- • ปวดหัวถี่มากขึ้น จากปวดเป็น ๆ หาย ๆ เดือนละ1-2 ครั้ง กลายเป็นปวดเดือนละหลายวัน จนอาจปวดได้เกือบทุกวัน ซึ่งอาการปวดหัวที่มากกว่า 15 ครั้งต่อเดือน หรือวันเว้นวัน ก็จะเข้าข่ายเป็นไมเกรนเรื้อรังได้ค่ะ
- • ไม่ตอบสนองต่อยาแก้ปวดทั่วไป หากใครเป็นไมเกรนเรื้อรัง จะต้องใช้ยาที่แรงมากขึ้นเรื่อย ๆ และเพิ่มปริมาณสูงขึ้น จากเดิมที่กินยาแก้ปวดแล้วอาการดีขึ้น ก็จะกลายเป็นกินแล้วไม่ดีขึ้น นำมาสู่การกินยามากขึ้น จนถึงขั้นมีภาวะสมองติดยาแก้ปวดร่วมด้วยได้
- • อาการปวดต่างไปจากเดิม จากที่ปวดไมเกรนข้างเดียว ก็อาจจะเริ่มปวด 2 ข้างได้ จากลักษณะปวดตุ๊บ ๆ ก็อาจจะกลายเป็นปวดแบบบีบ ๆ รัด ๆ ตึง ๆ หรือจากเดิมที่ต้องปวดเมื่อมีตัวกระตุ้นเช่น แสงแดด อากาศร้อน ก็กลายเป็น ปวดได้ตลอดเวลา แบบไม่มีตัวกระตุ้น หรือสามารถปวดหลังตื่นนอนได้ทันที
- • มีอาการร่วมที่หลากหลาย เช่น มีลักษณะของระบบประสาทที่ไวต่อการกระตุ้นมาก ๆ เช่น มีอาการเจ็บที่หนังศีรษะ แสบร้อน แค่สัมผัสเบาๆ ก็เจ็บแล้ว (Allodynia) มีอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุน หรือ มีความไวต่อแสงและเสียงมากกว่าปกติ ไปจนถึงมีภาวะเครียด วิตกกังวล ซึมเศร้า สมองล้า ความจำไม่ดี คิดไม่ออก
สาเหตุที่ไมเกรน เปลี่ยนจากครั้งคราว กลายเป็นเรื้อรัง
หลายคนที่เป็นไมเกรน จะเริ่มจากการรักษาด้วยตัวเอง เช่น ซื้อยากินเองหรืออดทนกับอาการปวดไปเรื่อย ๆ แต่สำหรับผู้ป่วยหลายราย การรักษาที่ไม่ถูกต้อง เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้อาการปวดพัฒนาไปสู่ไมเกรนเรื้อรัง ซึ่งอาการจะหนักขึ้น กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ทั้งร่างกายและจิตใจอย่างมาก คนไข้ไมเกรนเรื้อรัง มักจะมีวิตกกังวล ซึมเศร้าร่วมด้วยถึง 50% จึงจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างถูกต้องจากแพทย์เฉพาะทาง มีการรักษาที่แตกต่างจากไมเกรนแบบปกติ ทั้งการใช้ยาแก้ปวด และยาป้องกัน การรักษาโรคร่วม เพื่อให้อาการไมเกรนดีขึ้นจนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขเหมือนเดิมค่ะ
“เพราะไมเกรนเรื้อรัง ต้องรักษาแตกต่างจากไมเกรนทั่วไป”
ไมเกรนไม่ใช่แค่อาการปวดหัวธรรมดา แต่เป็นโรคทางระบบประสาทที่ซับซ้อน ซึ่งสามารถส่งผลกระทบอย่างมากต่อชีวิตของผู้ป่วย เมื่อไมเกรนที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว หรือนาน ๆ ครั้ง กลายเป็นอาการปวดที่เป็นบ่อยครั้งขึ้น จนพัฒนาไปสู่ “ไมเกรนเรื้อรัง” ผลกระทบจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ผู้ที่เป็นไมเกรนเรื้อรังจะมีอาการปวดศีรษะ 15 วันขึ้นไปต่อเดือน ซึ่งเป็นสภาวะที่สามารถส่งผลกระทบอย่างรุนแรงทั้งต่อชีวิตส่วนตัว การทำงาน และจิตใจ
การเปลี่ยนแปลงจากไมเกรนแบบเป็นครั้งคราวไปสู่ไมเกรนเรื้อรัง ไม่ใช่เพียงแค่การเพิ่มขึ้นของความถี่และความรุนแรงเท่านั้น แต่ยังแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงของตัวโรคที่ซับซ้อนในระบบประสาทและสมอง มีงานวิจัยพบว่า คนไข้ที่เป็นไมเกรนเรื้อรังมีการเปลี่ยนแปลงของสมอง จากภาพ MRI ทั้งในแง่ของโครงสร้างและการทำงานที่ผิดปกติไปจากเดิม ไมเกรนเรื้อรังจึงถือเป็นโรคทางสมองอย่างหนึ่งที่จำเป็นต้องใช้วิธีการจัดการและการรักษาที่เฉพาะเจาะจง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคและภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมา จะใช้การรักษาแบบไมเกรนครั้งคราวไม่ได้

“ทำไม ไมเกรนเรื้อรัง ต้องรีบรักษาให้เร็วและต้องรักษาให้ถูกต้อง?”
เพราะหากไมเกรนเรื้อรัง ไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง คนไข้จะเริ่มจัดการกับความปวดด้วยตัวเองไม่ได้ เช่น กินยาแล้วไม่หายปวดเหมือนเดิม เริ่มใช้ยาแก้ปวดเยอะเกินไป จะทานยาก็กลัว จะไม่ทานก็ไม่หายปวด หลายคนก็มีปัญหาจากยาแก้ปวดแทน เช่น เป็นโรคกระเพาะ โรคตับ โรคไต เพิ่มปัญหาในการใช้ชีวิต ไม่สามารถทำงานได้ มีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์กับคนในครอบครัว เพื่อนร่วมงาน เพราะคนรอบข้างจะไม่เข้าใจ ว่าทำไมถึงปวดหัวบ่อย ถูกกล่าวหาว่าคิดไปเองหรือเพราะเครียด ตัวคนไข้เองก็จะเริ่มไม่กล้าบอกใครว่าปวดหัว เพราะกลัวคนอื่นมองไม่ดี เริ่มเก็บตัว ไม่อยากออกไปข้างนอก และสุดท้ายก็จะนำไปสู่ ภาวะทางจิตใจ ทั้งวิตกกังวลและซึมเศร้า ซึ่งก็จะยิ่งทำให้ไมเกรนแย่ลงและรักษายากขึ้นไปอีก กลายเป็นวงจรที่ไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร
ดังนั้น การทำความเข้าใจว่าเมื่อใดที่รูปแบบของไมเกรนเริ่มเปลี่ยนแปลงไปสู่ภาวะเรื้อรัง จึงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะถ้ายิ่งได้รับการรักษาที่ถูกต้องอย่างรวดเร็ว ก็จะรักษาได้ง่ายกว่า กลับมามีชีวิตที่เป็นปกติได้เร็วกว่า และลดภาวะแทรกซ้อนและโรคมากมายจากไมเกรนเรื้อรัง ที่ต้องเผชิญในอนาคต
ไมเกรนเรื้อรังคืออะไร?

ไมเกรนเรื้อรัง (Chronic Migraine) ไม่ใช่แค่อาการปวดหัวธรรมดา แต่เป็นโรคของสมองที่มีความซับซ้อน เป็นภาวะที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก โดยตามเกณฑ์การวินิจฉัยล่าสุดจากสมาคมปวดศีรษะนานาชาติ (International Headache Society) ในปี 2021 ให้นิยามไมเกรนเรื้อรังว่ามีลักษณะดังนี้:
1. มีอาการปวดศีรษะมากกว่า 15 วันต่อเดือน เป็นเวลามากกว่า 3 เดือน
2. มีอาการของไมเกรนร่วมด้วย อย่างน้อย 8 วันต่อเดือน ได้แก่อาการ
- • ปวดหัวตุ๊บๆ เป็นจังหวะ ปวดเหมือนเส้นเลือดเต้น (Pulsating Headache)
- • ปวดหัวข้างเดียว ปวดหัวข้างซ้าย หรือปวดหัวข้างขวา
- • แพ้แสงและเสียง (กลัวแสง กลัวเสียง)
- • คลื่นไส้หรืออาเจียน
ไมเกรนเรื้อรัง ปวดได้เลยแบบไม่ต้องมีตัวกระตุ้น
บางท่านอาจสงสัยว่าทำไมอาการไมเกรนในระยะหลัง ถึงมีแนวโน้มเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้จะไม่มีปัจจัยกระตุ้น เช่นแสงแดด, กลิ่น, เสียง หรือทั้งที่พยายามปรับวิถีชีวิต และพยายามออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอแล้วก็ตาม หลายคนมีอาการปวดไมเกรนทันทีหลังตื่นนอน ปวดก่อนนอน หรือตื่นมาปวดกลางคืน ทั้ง ๆ ที่ปกติไมเกรนมักไม่ค่อยมีอาการในช่วงเวลาดังกล่าว
หากมีอาการเช่นนี้ควรเริ่มตระหนักว่าอาจจะกำลังพัฒนาเป็นไมเกรนเรื้อรัง ซึ่งสภาวะนี้มักเกิดจากการที่ระบบประสาทกลางของเราได้รับการกระตุ้นไมเกรนมาเป็นเวลานาน จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเส้นทางการประมวนผลความเจ็บปวดของสมอง หรือ Central Sensitization โดยในสภาวะนี้สมองจะมีความไวมากขึ้นต่อปัจจัยกระตุ้น หรือแม้กระทั่งสิ่งแวดล้อมปกติ ก็สามารถกระตุ้นให้ปวดไมเกรนได้ แบบไม่อาจคาดเดาได้
การใช้ชีวิตของคนที่เป็นไมเกรนเรื้อรัง จึงมีความลำบากมากขึ้น และรุนแรงกว่าไมเกรนแบบครั้งคราวเยอะขึ้นมาก เพราะไม่สามารถหลีกเลี่ยงการกระตุ้นไมเกรนได้ และนำไปสู่การติดยาแก้ปวด ปัญหาความเครียด วิตกกังวล ซึมเศร้า ซึ่งกลายเป็นตัวกระตุ้นให้ไมเกรนเป็นหนักขึ้นอีก ดังนั้น การรักษาไมเกรนเรื้อรัง จึงต้องเริ่มตั้งแต่รับรู้ก่อนว่าเราเป็นไมเกรนชนิดนี้แล้ว และต้องได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ให้เร็วที่สุดค่ะ

ปัจจัยเสี่ยง สู่การกลายเป็น “ไมเกรนเรื้อรัง”
การเปลี่ยนแปลงจากไมเกรนแบบเป็นครั้งคราว (Episodic) ไปเป็นไมเกรนเรื้อรัง (Chronic) เกิดขึ้นในอัตราประมาณ 3% ต่อปี ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ไมเกรนรุนแรงขึ้นได้ตามระยะเวลาที่เป็น โดยเฉพาะถ้ายิ่งมีปัจจัยเสี่ยงของการกระตุ้นไมเกรนมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสกลายเป็นไมเกรนเรื้อรังได้มากขึ้นเท่านั้น โดยปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ คือ ความถี่และความรุนแรงของไมเกรน การใช้ยาแก้ปวดมากเกินไป การใช้วิถีชีวิตที่ไม่ถูกต้อง เช่น ความเครียด อดนอน โรคอ้วน การขาดการออกกำลังกาย กล้ามเนื้อตึง เป็นต้น
การเป็นไมเกรนเรื้อรัง ไม่ได้เกิดขึ้นในทันที มักจะต้องพัฒนาจาก ไมเกรนครั้งคราวชนิดที่เป็นน้อย ๆ (ปวดไมเกิน 4 วัน/เดือน) ค่อย ๆ เพิ่มความถี่ไปสู่ ไมเกรนครั้งคราวชนิดที่เป็นถี่ขึ้นชนิดปานกลาง (ปวด 4-7 วันต่อเดือน) และชนิดที่เป็นถี่มาก ( 8-14 วัน/เดือน) และเข้าสู่ไมเกรนเรื้อรัง (ปวดมากกว่า 15 วันต่อเดือน) จะเห็นได้ว่า ถ้าเราตระหนักถึงความสำคัญของโรคไมเกรน เราควรจะรีบจัดการและรักษาตั้งแต่ระยะแรกๆ โดยทั่วไปแนะนำให้เริ่มรักษาตั้งแต่เริ่มปวดปานกลางขึ้นไป คือมากกว่า 4-7 วันต่อเดือน เพื่อป้องกันการลุกลามของโรค และพยายามหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ ที่จะทำให้ไมเกรนพัฒนาไปสู่ไมเกรนเรื้อรัง

1. ความถี่ของอาการไมเกรน (High Frequency of Migraine Attacks)
ความถี่ของไมเกรน เป็นปัจจัยหลักในการนำไปสู่ไมเกรนเรื้อรัง เนื่องจากยิ่งมีอาการปวดไมเกรนกำเริบถี่มากขึ้น ระบบประสาทและสมองก็จะยิ่งมีความไวมากขึ้น เกิดภาวะ central sensitization ซึ่งทำให้ระบบประสาทส่วนกลางไวต่อสิ่งเร้าและตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดมากขึ้น ส่งผลให้มีความทนต่อความเจ็บปวดต่ำลงและตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่ปกติแล้วไม่กระตุ้นไมเกรนได้ง่ายยิ่งขึ้น
2. การใช้ยาแก้ปวดเกินขนาด (Medication Overuse Headache)
อีกหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากไมเกรนแบบเป็นครั้งคราวเป็นไมเกรนเรื้อรังคือ ภาวะปวดศีรษะจากการใช้ยาแก้ปวดเกินขนาด (Medication Overuse Headache, MOH) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อมีการใช้ยาแก้ปวดบ่อยเกินไป โดยทั่วไปคือมากกว่า 10-15 วันต่อเดือน (ขึ้นอยู่กับชนิดของยา) การใช้ยาเกินขนาดจะนำไปสู่การเพิ่มความถี่และความรุนแรงของอาการปวดศีรษะ ซึ่งผลักดันให้ไมเกรนแบบเป็นครั้งคราวกลายเป็นไมเกรนเรื้อรัง และเมื่อปวดถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้น ก็ต้องใช้ยาแก้ปวดบ่อยขึ้นและมากขึ้นไปอีก ทำให้ย้อนกลับไปกระตุ้นไมเกรนให้เป็นหนักขึ้นอย่างไม่รู้จบ ใครที่รู้ว่าเริ่มติดยาแก้ปวดแล้ว ก็ต้องรีบพบแพทย์เพื่อหาวิธีหยุดยาให้น้อยลงค่ะ
3. โรคร่วมและภาวะทางจิตใจ (Comorbid Pain Syndromes and Psychological Conditions)
การมีโรคร่วม เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล เจ็บปวดเรื้อรัง ปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง มักทำให้ความถี่และความรุนแรงของไมเกรนเพิ่มขึ้น จากกลไกในสมองที่สัมพันธ์กับไมเกรน เช่น ความผิดปกติของสารสื่อประสาท เซโรโทนิน และนอร์อิพิเนฟริน ซึ่งเป็นสารที่ควบคุมอารมณ์และการรับรู้ความเจ็บปวด ซึ่งหมายความว่า คนไข้ไมเกรนต่อให้ไม่เครียดหรือไม่มีเรื่องกังวล ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรควิตกกังวลซึมเศร้า ได้โดยตัวโรคไมเกรนเอง
ในขณะเดียวกัน คนไข้ไมเกรนเองก็มักจะมีความเครียด กังวลที่มากกว่าปกติ จากการที่มีอาการปวดหัวบ่อย ๆ รบกวนการใช้ชีวิต มีปัญหาความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ความเครียดทางจิตใจและความเจ็บปวดเรื้อรังนี้สามารถเพิ่มกระบวนการอักเสบของระบบประสาท ทำให้มีแนวโน้มที่จะเกิดอาการไมเกรนที่รุนแรงและบ่อยขึ้น ส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงไปสู่ไมเกรนเรื้อรัง
4. โรคอ้วนและปัจจัยด้านวิถีชีวิต
โรคอ้วน และ ปัจจัยด้านวิถีชีวิต มีบทบาทสำคัญต่อความถี่และความรุนแรงของไมเกรน ทั้งการนอนที่ไม่ดี การกินอาหารไม่เป็นเวลา การขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ภาวะน้ำหนักตัวเกิน และการดื่มคาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์มากเกินไป ล้วนสามารถส่งผลให้ความถี่ของการเกิดอาการไมเกรนเพิ่มขึ้น ปัจจัยเหล่านี้แต่ละอย่างสามารถรบกวนสมดุลปกติของร่างกายและกระตุ้นให้เกิดอาการไมเกรน ซึ่งอาจนำไปสู่การพัฒนาเป็นไมเกรนเรื้อรังหากไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม
5. ความตึงตัวของกล้ามเนื้อ
ความตึงตัวของกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะ คอ บ่า ไหล่ เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการกลายเป็นไมเกรนเรื้อรัง เพราะกล้ามเนื้อที่ตึงตัวนาน ๆ จะทำให้เกิดความเครียดในร่างกาย และระคายเคืองต่อเส้นประสาทและหลอดเลือดในบริเวณศีรษะและคอ นำไปสู่การกระตุ้นเส้นทางประสาท Trigeminal อย่างต่อเนื่อง (Peripheral Sensitization) ทำให้วงจรของอาการไมเกรนดำเนินต่อไป กระตุ้นให้อาการไมเกรนแย่ลง พอไมเกรนถูกกระตุ้นบ่อย ๆ มีการหลั่งสารการอักเสบต่าง ๆ ออกมา ก็จะยิ่งทำให้กล้ามเนื้อต้นคอตึงตัวมากขึ้น ย้อนกลับมากระตุ้นไมเกรนอีก คนไข้ไมเกรนที่มีกล้ามเนื้อตึง จึงมักมีความเสี่ยงการเกิดไมเกรนเรื้อรังในที่สุด

6 วิธีการรักษาไมเกรนเรื้อรัง ในยุคปัจจุบัน
หมอได้รวบรวมการรักษาแบบครอบคลุมในการจัดการไมเกรนเรื้อรังในปัจจุบัน ซึ่งเป็นแนวทางการรักษาของเฮชเอทคลินิก โดยเน้นที่การผสมผสานระหว่างการรักษาด้วยยาใหม่ ๆ การรักษาโดยการไม่ใช้ยา การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และมาตรการป้องกันเพื่อไม่ให้ไมเกรนกลับมาเป็นซ้ำค่ะ

ยาฉีดรักษาไมเกรน เป็นการรักษาหลักของ “ไมเกรนเรื้อรัง” ในปัจจุบัน โดยเราเรียกยาฉีดรักษาไมเกรนว่า Anti-CGRP Monoclonal Antibodies หรือ ยาฉีดยับยั้งสาร CGRP ค่ะ
สาร CGRP เป็นสารตัวหลักที่เกี่ยวข้องกับการส่งสัญญาณความปวดไมเกรน และทำให้เกิดการขยายตัวของหลอดเลือดระหว่างการเกิดอาการไมเกรน ดังนั้นการใช้ยาที่ยับยั้งการทำงานของ CGRP จึง เป็นการหยุดวงจรการปวดไมเกรนที่ต้นเหตุนั่นเองค่ะ
ยาฉีดรักษาไมเกรน จะออกฤทธ์โดยการยับยั้งการทำงานของสาร CGRP อย่างเฉพาะเจาะจง เพื่อลดความถี่ และความรุนแรงของอาการปวดไมเกรน รวมถึงป้องกันการเกิดอาการไมเกรนในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในปัจจุบันจะมียาฉีดให้เลือกหลายตัว เช่น fremanezumab (Ajovy), galcanezumab (Pontevia หรืออีกชือคือ Emgality) และ eptinezumab (Vyepti) ซึ่งจะฉีดทุก 1-3 เดือน แล้วแต่ชนิดยา โดยจะเลือกใช้ตัวไหน จะขึ้นกับลักษณะอาการของคนไข้ค่ะ
จากประสบการณ์ของหมอ ในการรักษาผู้ป่วยไมเกรนด้วยยาฉีดต้าน CGRP ที่เฮชเอทคลินิก พบว่ายานี้มีประสิทธิภาพที่ดีมากค่ะ แม้ว่าจากงานวิจัยตัวเลขประสิทธิภาพอาจดูไม่สูงนัก อยู่ที่ 50-70% แต่ในทางปฏิบัติ ผลลัพธ์ที่คนไข้ได้รับหลังฉีดยา ถือว่าดีเกินความคาดหมาย โดยในด้านประสิทธิภาพการรักษา ผู้ป่วยส่วนใหญ่รายงานว่าความถี่และความรุนแรงของอาการปวดลดลงถึงร้อยละ 80-90 โดยหลายท่านเริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่การรักษาครั้งแรก ช่วยรักษาภาวะติดยาแก้ปวด รักษาอาการร่วมของไมเกรน เช่น เวียนศีรษะ อารมณ์ผิดปกติ สมองล้า และช่วยลดการกินยาแก้ปวดของคนไข้ได้ทันที จึงนับเป็นการรักษาหลัก (first-line treatment) ของการรักษาไมเกรนในปัจจุบันค่ะ
นอกจากยาฉีดแล้ว ปัจจุบันก็เริ่มมีการพัฒนายากินในกลุ่ม Gepant ที่ทำหน้าที่ยับยั้งสาร CGRP เช่นเดียวกันค่ะ อาจเรียกว่า ยาอมใต้ลิ้นรักษาไมเกรน ได้ค่ะ ซึ่งในประเทศไทยตอนนี้มียา 1 ตัวก็คือ Rimegepant โดยยาในกลุ่มนี้มีข้อดีคือเป็นทั้งยาป้องกันรักษาไมเกรนและยาลดปวดในตัวเดียวกัน ซึ่งที่เฮชเอทคลินิก ก็เริ่มมีการนำมาใช้ในการทดแทนยาแก้ปวดไมเกรน เพื่อป้องกันการใช้ยาแก้ปวดเกินขนาด เพราะในยากลุ่มนี้สามารถลดปวดโดยที่ไม่ทำให้สมองติดยาและไม่เกิดภาวะ MOH (Medication Overuse Headache) และยังใช้เป็นยาป้องกันไมเกรนทานวันเว้นวันในบางท่านด้วยค่ะ
ยาในกลุ่มนี้ ถือว่าผลข้างเคียงน้อยมากและออกฤทธิ์เร็ว เมื่อเทียบกับการรักษาด้วยยาป้องกันชนิดรับประทานแบบเดิม เช่น ยากันชัก ยาขยายหลอดเลือด ยาต้านเศร้า แต่ข้อเสียหลักยังเป็นเรื่องของราคายา เนื่องจากเป็นยาใหม่ ถ้าเทียบระยะสั้น อาจจะดูค่ารักษาค่อนข้างสูง แต่ถ้าเทียบกับอัตราการนอนรพ. การใช้ยาแก้ปวดที่ลดลง ประสิทธิภาพในการทำงานสูงขึ้น และคุณภาพชีวิตที่คืนกลับมาได้เร็วกว่า ถ้าเทียบในระยะยาวแล้วก็อาจจะเป็นวิธีที่คุ้มค่าค่ะ อย่างไรก็ตาม ในบางท่านที่ไม่สะดวกในการฉีดยา ทั้งเรื่องค่าใช้จ่าย กลัวเข็ม หรือมีโรคร่วมบางอย่างเช่น โรคซึมเศร้าด้วย การใช้ยาป้องกันไมเกรนชนิดรับประทานแบบเดิมก็อาจยังเป็นทางเลือกหนึ่ง ที่สามารถใช้ทดแทน หรือใช้ควบคู่ไปกับยาฉีดไมเกรนได้ค่ะ ทั้งนี้แนะนำให้ปรึกษาหมอสมองเฉพาะทางเพื่อวางแผนการใช้ยาที่เหมาะสมร่วมกันค่ะ

2. การฉีดโบไมเกรน
โบไมเกรน เป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญของการรักษาไมเกรนเรื้อรัง ซึ่ง US FDA ได้อนุมัติให้เป็นวิธีการรักษาเพื่อป้องกันไมเกรนเรื้อรัง มาตั้งแต่ปี 2010 ค่ะ สำหรับในประเทศไทย หลายท่านมักจะยังไม่รู้ว่าโบไมเกรนใช้สำหรับรักษาไมเกรนได้ด้วย ต่างจากในต่างประเทศ เช่น อเมริกา ที่จะมีการใช้โบไมเกรนเป็นการรักษาหลักเลยค่ะ
โดยโบไมเกรน จะออกฤทธิ์รักษาไมเกรนผ่านหลายกลไกเช่น
- • ยับยั้งการหลั่งสารสื่อประสาทที่กระตุ้นอาการปวดไมเกรน โดยเฉพาะสาร CGRP
- • ลดความไวของระบบเส้นประสาทที่กระตุ้นให้เกิดไมเกรน (Peripheral Sensitization) โดยเฉพาะในคนไข้ไมเกรนเรื้อรัง ที่จะมีความไวต่อการกระตุ้นมากขึ้น
- • ลดความไวต่อสิ่งเร้า ของระบบประสาทส่วนกลาง (Central Sensitization) จึงช่วยลดความถี่และความรุนแรงของไมเกรนได้
- • ลดการตึงตัวของกล้ามเนื้อ ที่เป็นต้นเหตุกระตุ้นของไมเกรนเรื้อรัง ที่ต้องรักษาควบคู่กันด้วย
โดยการรักษาจะเป็นการฉีดโบไมเกรนเข้ากล้ามเนื้อที่มีเส้นประสาทที่ทำให้ปวดอยู่ โดยจะฉีดรอบ ๆ ใบหน้าบริเวณหน้าผาก ขมับ ท้ายทอยและกล้ามเนื้อต้นคอเป็นหลัก ส่วนในท่านที่มีกล้ามเนื้อตึงตัวร่วมด้วย ก็จะฉีดบริเวณคอบ่าไหล่ร่วมด้วยค่ะ
ในการศึกษา PREEMPT 1 & 2 กับคนไข้ไมเกรนเรื้อรังกว่า 1,300 คน พบว่าผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วย โบไมเกรน มีจำนวนวันที่เกิดไมเกรนลดลงอย่างชัดเจน ประมาณ 8-9 วันต่อเดือน ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงบทบาทของ ยาฉีด ไม่เพียงแค่เป็นทางเลือกในการรักษา แต่ยังเป็นมาตรการป้องกันสำคัญสำหรับไมเกรนเรื้อรังอีกด้วย

3. รักษาภาวะการใช้ยาแก้ปวดเกินขนาด (Medication Overuse Headache, MOH)
คนไข้ไมเกรนเรื้อรัง มักจะกินยาแก้ปวดในปริมาณที่เยอะมากเพราะอาการปวดมักคุมไม่ได้ และถูกกระตุ้นให้ปวดได้ง่าย ซึ่งถ้ามีการใช้ยาแก้ปวดเกิน 15 วันต่อเดือน ก็มักจะมีภาวะนี้แล้วค่ะ ซึ่งการกินยาแก้ปวดติดกันนาน ๆ แทนที่จะทำให้อาการปวดศีรษะไมเกรนดีขึ้น กลับกลายเป็นทำให้อาการปวดศีรษะเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ แทน จึงเป็นชื่อเรียกภาวะนี้ ว่าเป็น อาการปวดศีรษะจากการใช้ยาแก้ปวดเกินขนาดค่ะ
การรักษาภาวะนี้จำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาไมเกรนเรื้อรัง และการรักษาค่อนข้างท้าทายมากค่ะ เพราะะจำเป็นที่จะต้องถอนยาแก้ปวดออก คนไข้ต้องทำความเข้าใจกับโรคนี้ ซึ่งเข้าใจได้ยาก ว่าถ้าปวดหัว แต่ไม่ให้ทานยาแก้ปวด จะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร จึงต้องใช้ความพยายามและความอดทนอย่างมากในช่วงแรก ๆ
ทั้งนี้การหยุดยาแก้ปวดมีหลากหลายวิธี ที่จะช่วยให้คนไข้ไม่ทรมาน หมอจะเป็นผู้คอยควบคุม ควบคู่ไปกับการใช้ยาป้องกันไมเกรนอย่างถูกต้อง ซึ่งยาฉีดไมเกรนจะมีประโยชน์อย่างมากในการรักษาภาวะ MOH นี้ เพราะยาฉีดออกฤทธิ์เร็ว จึงทำให้คนไข้ถอนการใช้ยาแก้ปวดลงได้เร็วด้วยค่ะ และในปัจจุบันก็มียาอมใต้ลิ้น Gepant ที่จะนำมาทดแทนยาแก้ปวดในช่วงที่คนไข้ถอนยา ก็จะยิ่งช่วยให้คนไข้หยุดยาแก้ปวดได้สำเร็จมากยิ่งขึ้น นอกจากยาฉีดไมเกรนแล้วการรักษาด้วยยาป้องกันไมเกรนชนิดอื่น ๆ รวมถึงการฉีดโบไมเกรน ก็อาจนำมาใช้รักษาภาวะนี้ได้ค่ะ
4. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและวิถีชีวิต
การใช้ยาทางการแพทย์อย่างเดียว มักไม่สามารถรักษาไมเกรนเรื้อรังได้สำเร็จอย่างยั่งยืน การปรับพฤติกรรมและการใช้ชีวิตยังเป็นสิ่งที่คนไข้ไมเกรนเรื้อรังจำเป็นต้องทำการเปลี่ยนแปลงด้วยค่ะ เช่น
- • จัดการความเครียด
- การทำสมาธิ การฝึกหายใจ ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยลดระดับความเครียดและอาจลดความถี่ของอาการไมเกรนได้ - • ปรับการนอนให้มีคุณภาพ การนอนไม่พอ อดนอน เวลานอนที่ไม่สม่ำเสมอ รวมไปถึงสาเหตุการนอนที่ไม่มีคุณภาพอื่น ๆ เช่น โรคนอนกรน หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) สัมพันธ์กับการทำให้ไมเกรนแย่ลง ดังนั้นการปรับการนอนให้เหมาะสม จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ หรือหากสงสัยโรคอื่น ๆ ก็ควรทำการตรวจหาสาเหตุและรักษาควบคู่กันไป
- • ดูแลการกิน และดื่มน้ำให้เพียงพอ
- หลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นไมเกรน เช่น ชีส เนยแข็ง ช็อกโกแลต กาแฟ แอลกอฮอล์ อาหารหมักดอง อาหารแปรรูป ผงชูรส ผลไม้รสเปรี้ยวจัด ซึ่งแต่ละคน อาจจะมีตัวกระตุ้นที่ไม่เหมือนกัน การจดบันทึกอาหารที่กระตุ้นไมเกรนในแต่ละคนจึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะได้หลีกเลี่ยงได้อย่างเหมาะสม
- นอกจากชนิดของอาหารแล้ว มื้อของอาหารก็อาจกระตุ้นไมเกรนได้ เช่น การทานอาหารไม่ตรงเวลา ปล่อยให้หิวจนเกินไป หรือการทานอิ่มเกินไป
- การดื่มน้ำไม่เพียงพอ ภาวะขาดน้ำ ก็เป็นตัวกระตุ้นไมเกรนได้ โดยเฉพาะช่วงที่มีประจำเดือน หรือมีเหตุให้สูญเสียน้ำไปทางอื่น เช่น อยู่ที่แจ้ง อากาศร้อนจัด เป็นต้น - • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
- การออกกำลังกายที่ดีในไมเกรน ควรเป็นการออกกำลังกายที่ไม่หนักจนเกินไป ออกอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ อย่างน้อย 30 นาที 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์
- หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่หักโหมจนเกินไป หรืออยู่กลางแจ้งนาน ๆ เพราะอาจกระตุ้นไมเกรนแทนได้ - • หลีกเลี่ยงตัวกระตุ้น
- สังเกตตัวกระตุ้นของตัวเอง และหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับตัวกระตุ้นไมเกรนให้ได้มากที่สุด เช่น กลิ่นควัน บุหรี่ น้ำหอม กลิ่นน้ำมัน แสงแดด เสียง

5. การจัดการโรคร่วม
ไมเกรนเรื้อรังมักไม่ได้เกิดขึ้นเพียงลำพัง แต่มักพบร่วมกับโรคร่วมอื่น ๆ เช่น ภาวะวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า และความผิดปกติของการนอนหลับ โรคร่วมเหล่านี้สามารถทำให้อาการของไมเกรนรุนแรงขึ้นและทำให้การจัดการซับซ้อนยิ่งขึ้น ดังนั้น การรักษาไมเกรนเรื้อรังอย่างมีประสิทธิภาพจึงต้องใช้แนวทางแบบครอบคลุมที่จัดการกับโรคร่วมเหล่านี้ด้วย
1. ภาวะวิตกกังวลและซึมเศร้า: เป็นโรคร่วมทางจิตเวชที่พบบ่อยที่สุดในผู้ป่วยไมเกรนเรื้อรัง เจอได้มากกว่า 50% และความสัมพันธ์นี้เป็นแบบสองทิศทาง โดยไมเกรนสามารถเพิ่มความเครียดและนำไปสู่ภาวะวิตกกังวล ซึมเศร้า และในทางกลับกัน ภาวะเหล่านี้ก็สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการไมเกรนที่บ่อยขึ้นและรุนแรงขึ้นด้วยเช่นกัน
2. ความผิดปกติของการนอนหลับ: ปัญหาการนอน เช่น นอนไม่หลับ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ และกลุ่มอาการขากระตุกขณะหลับ พบได้บ่อยในผู้ที่เป็นไมเกรนเรื้อรัง คุณภาพการนอนที่ไม่ดีสามารถกระตุ้นอาการไมเกรนและนำไปสู่วงจรของการนอนไม่หลับเนื่องจากอาการปวดศีรษะ จึง
3. รักษาความตึงตัวของกล้ามเนื้อ: ความตึงตัวของกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะในบริเวณคอและไหล่ ไม่เพียงแต่เป็นอาการที่พบบ่อยในผู้ป่วยไมเกรนเรื้อรัง แต่ยังเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการไมเกรนได้ด้วย การจัดการความตึงตัวของกล้ามเนื้อ ด้วยการยืดเหยียด โบไมเกรน หรือการใช้เครื่องมือกายภาพบำบัด จึงเป็นการรักษาที่ควรทำควบคู่กันไปด้วยเพื่อรักษาไมเกรนเรื้อรังค่ะ
4. ความผิดปกติเกี่ยวกับความเจ็บปวดอื่นๆ: ผู้ที่เป็นไมเกรนเรื้อรังมักมีโรคความผิดปกติเกี่ยวกับความเจ็บปวดอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ไฟโบรมัยอัลเจีย (Fibromyalgia) กลุ่มอาการเหนื่อยล้าเรื้อรัง (Chronic fatigue syndrome) และกลุ่มอาการลำไส้แปรปรวน (Irritable bowel syndrome, IBS) ซึ่งการมีโรคเหล่านี้จะยิ่งทำให้คนไข้ไมเกรนดูมีอาการที่ซับซ้อนขึ้น เป็นหลายโรค ไม่รู้จะเริ่มรักษาจากตรงไหน และส่งผลต่อคุณภาพชีวิตโดยรวม

6. การทำบันทึกอาการไมเกรน (Migraine Diary)
การจดบันทึกไมเกรนเป็นองค์ประกอบสำคัญ ที่ช่วยให้การรักษาไมเกรนประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น ซึ่งที่เฮชเอทคลินิก หมอจะให้คนไข้ไมเกรนเรื้อรังทุกท่าน ช่วยจดบันทึกเพื่อประกอบกับการรักษา ทำให้หมอได้ข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญมากต่อการรักษา ทั้งรูปแบบการปวด ความถี่ของการปวด ระยะเวลาที่ปวด ตัวกระตุ้น ปริมาณยาแก้ปวดที่กิน และผลลัพธ์ของการรักษาแบบต่าง ๆ รวมไปถึงผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน และยังทำให้คนไข้มีกำลังใจมากขึ้น เมื่อเห็นผลการรักษาที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยค่ะ
การจดบันทึกอาการไมเกรน จะช่วยให้แพทย์ที่ทำการรักษาเห็นข้อมูลของคนไข้ไมเกรนเรื้อรังอย่างละเอียด เพราะส่วนมากคนไข้ไมเกรน จะไม่สามารถจำข้อมูลทั้งหมดย้อนหลังได้ครบถ้วน การได้ข้อมูลเหล่านี้ จะทำให้การพิจารณาการใช้ยา การปรับยา และการรักษาประสบความสำเร็จได้ดีขึ้นมากค่ะ ดังนั้นใครที่เป็นไมเกรน ไม่ว่าจะเป็นมากหรือน้อย เริ่มที่มาจดบันทึกอาการกันนะคะ จะช่วยให้เราเข้าใจโรคไมเกรนของเราได้อย่างดีมากยิ่งขึ้นค่ะ

บทสรุป: ต้องใช้วิธีแบบองค์รวมในการรักษาไมเกรนเรื้อรัง
ในฐานะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทและสมอง และประสบการณ์รักษาโรคไมเกรนมากว่า 10 ปี หมอขอย้ำว่าการรักษาไมเกรนเรื้อรัง ให้มีประสิทธิภาพและได้ผลจริง จำเป็นต้องใช้วิธีแบบองค์รวม ไม่ใช่เพียงการใช้ยาเท่านั้น แต่ต้องผสมผสานหลายวิธี ทั้งการใช้ยา กินยา ฉีดยา โบไมเกรน กายภาพบำบัด ร่วมกับการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต
สิ่งสำคัญคือต้องตระหนักและจัดการกับโรคร่วม เช่น ภาวะวิตกกังวลและซึมเศร้า ซึ่งมักพบร่วมกับไมเกรนเรื้อรัง การใช้บันทึกไมเกรนเป็นเครื่องมือติดตามอาการช่วยให้เราปรับแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม
เป้าหมายสูงสุดในการรักษาไมเกรน ไม่ใช่แค่การรักษา”โรค” ไมเกรน แต่คือการรักษา “ผู้ป่วยไมเกรน” ให้กลับไปมีคุณภาพชีวิตที่ดี กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติอีกครั้ง ซึ่งหมอต้องขอย้ำคำนี้ ซึ่งเป็นคำที่หมอพูดกับคนไข้ทุกท่านค่ะว่า “ไมเกรน ถ้ารักษาอย่างถูกต้อง ก็ไม่มีอาการปวดได้จริง กลับมามีความสุขได้จริง ๆ ค่ะ”
หมอนุ่ม
พญ.ศุภมาศ วิบูรณ์สุขสันต์
แพทย์เฉพาะทางระบบประสาทและสมอง


“ในฐานะที่หมอเป็นหมอสมองมามากกว่า 10 ปี หมอได้พบคนไข้จำนวนมากที่มีอาการปวดศีรษะ ไมเกรน หรือปวดกล้ามเนื้อเรื้อรังซึ่งมักรักษาเองหรือรักษามานานแต่ไม่ดีขึ้น เพราะยังไม่ได้รับการดูแลอย่างครอบคลุมจริง ๆ แท้จริงแล้ว อาการเหล่านี้สามารถรักษาให้ดีขึ้นจนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ เพียงแค่เริ่มจากการพูดคุย ตรวจร่างกาย และวินิจฉัยให้ตรงจุดค่ะ”

การศึกษา / Education
• พ.ศ. 2555 สำเร็จการศึกษาระดับแพทยศาสตรบัณฑิต คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง
(2012, Medical Doctor, Faculty of Medicine, Siriraj Hospital Mahidol University, First Class Honors)
• พ.ศ. 2558 วุฒิบัตรสาขาประสาทวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล รางวัลแพทย์ประจำบ้านดีเด่น
(2015, Certificate of Neurology Medicine, Siriraj Hospital Mahidol University Best Residency Award)









ดูแลสมองด้วยหัวใจสอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติม
เฮชเอทคลินิก ปวดศีรษะ ไมเกรน กายภาพบำบัด และโรคสมอง
โทร. 062 509 5888
Facebook : H8 clinic คลินิกสมอง ปวดศีรษะ ไมเกรน ปวดกล้ามเนื้อ
Line : @H8clinic

