ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

ยาฉีดไมเกรน มาตรฐานใหม่รักษาไมเกรน หยุดวงจรปวดที่ต้นเหตุ


ไมเกรนไม่ใช่แค่ “ปวดหัวธรรมดา” 

แต่คือโรคทางสมอง ที่มีความผิดปกติของระบบประสาทและหลอดเลือด ทำให้เกิดอาการปวดหัวซ้ำ ๆ ร่วมกับไวแสง ไวเสียง แพ้กลิ่น คลื่นไส้ อาเจียน

ใครที่เป็นไมเกรนจะรู้ดีว่า ชีวิตเหมือนติดอยู่ในวงจรของไมเกรนตลอดเวลา ทั้งเวลาปวด ก็ทรมานแบบไม่มีใครเข้าใจ พอหายปวดก็ต้องเจอปัญหาสมองล้า เวียนหัว มึนหัว ไม่กล้าใช้ชีวิต ไม่รู้จะปวดอีกเมื่อไหร่ 

หลายคนเป็นมาหลายปี จนกระทบการทำงาน ความสัมพันธ์ และคุณภาพชีวิต
คนไข้หมอหลายคนไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า การรักษาไมเกรนในปัจจุบัน เปลี่ยนจากอดีตมากแล้ว ไมเกรนไม่ใช่โรคที่ต้องทน ไมเกรนรักษาจนแทบไม่ปวดได้จริง ๆ ค่ะ


ยาฉีดไมเกรน (Anti-CGRP) คืออะไร

ยาฉีดไมเกรน  (Internal Link) คือ ยารักษาไมเกรนที่ต้นเหตุในสมอง โดยการยับยั้งสาร CGRP ที่เป็นตัวกระตุ้นการเกิดไมเกรน ไม่ใช่แค่การฉีดยาเพื่อลดปวดชั่วคราว

ยาฉีดไมเกรน เป็นมาตรฐานการรักษาไมเกรนรูปแบบใหม่ ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อ “จัดการที่ต้นเหตุของโรคไมเกรน” โดยตรง จึงช่วย
• ป้องกันไม่ให้อาการปวดเกิดขึ้น 
• ลดความถี่ของการปวด
• ลดความรุนแรงเมื่อมีอาการปวด 

การทำงานของยาฉีดไมเกรน


ยาฉีดไมเกรน ทำงานอย่างไร

เวลาที่เกิดไมเกรน ระบบเส้นประสาท trigeminal จะถูกกระตุ้น และมีการปล่อยสาร CGRP  (Calcitonin Gene-Related Peptide) ออกมา ซึ่งทำให้
• หลอดเลือดขยายตัว
• เกิดการอักเสบในระบบประสาท 
• กระตุ้นอาการปวดไมเกรน

CGRP จึงเป็น “ต้นเหตุสำคัญ” ของการเกิดไมเกรนค่ะ และยาฉีดไมเกรน จะทำหน้าที่ตัดตอนวงจรก่อนที่จะเกิดอาการต่าง ๆ โดยไปยังยั้งสาร CGRP ไม่ให้ไปออกฤทธิ์ จึงทำให้วงจรความปวดไมเกรนเกิดขึ้นไม่ได้ค่ะ

“พูดง่าย ๆ ก็คือ ยาฉีดไมเกรน เหมือนไปควบคุมเชื้อเพลิงไม่ให้ลุกไหม้ตั้งแต่แรก ต่างจากการใช้ยาแก้ปวดอื่น ๆ ที่เหมือนพยายามไปดับไฟที่ลุกลามไปแล้วค่ะ”

ผลลัพธ์ และจำนวนเข็ม


ผลลัพธ์ และกี่เข็มเห็นผล

หนึ่งในคำถามที่คนไข้ถามหมอบ่อย ๆ คือ “ยาฉีดไมเกรน ฉีดแล้วเห็นผลเมื่อไหร่ เห็นผลทันทีเลยไหม”
ต้องตอบว่า ยาฉีดไมเกรน เป็นยารักษาและป้องกันไมเกรนค่ะ จึงไม่ได้ออกฤทธิ์แบบ “ฉีดแล้วหายปวดทันที” แต่จะค่อย ๆ ลดความไวของสมองต่อตัวกระตุ้น และลดการเกิดไมเกรนลงค่ะ

ยาฉีดไมเกรน เห็นผลเมื่อไหร่

โดยทั่วไป คนไข้จะเริ่มรู้สึกว่าอาการดีขึ้นภายในช่วง 1 เดือนแรกของการรักษาเลยค่ะ เช่น
• ปวดเบาลง
• ปวดถี่น้อยลง
• ใช้ยาแก้ปวดน้อยลง
แต่เนื่องจากไมเกรนเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของระบบประสาท (brain sensitization) การรักษาจึงต้องใช้เวลาในการ “ปรับสมดุลของสมอง” ก่อนที่จะเห็นผลอย่างชัดเจน ค่ะ  ซึ่งแนวทางตาม American Headache Society (AHS) แนะนำว่า “ควรรออย่างน้อย 3 เดือน หลังฉีดยาก่อนสรุปว่ายาฉีดได้ผลหรือไม่ค่ะ”
 

ระยะเวลา เริ่มเห็นผล
2–4 สัปดาห์แรก เริ่มรู้สึกว่าปวดเบาลง ความถี่น้อยลง
2–3 เดือน เห็นผลชัดเจน (clinical response)
3–6 เดือน ควบคุมโรคได้ดีในระยะยาว


โดยทั่วไปต้องฉีดกี่เข็มถึงเห็นผล

สำหรับคนไข้ส่วนใหญ่ ต้องฉีดต่อเนื่อง 3 เดือนเพื่อให้คุมอาการได้ดีในระยะยาว จึงต้องใช้ 
• อย่างน้อย 3 เข็ม สำหรับยาฉีดชนิดปากกา 
• อย่างน้อย 1 เข็ม สำหรับยาฉีดแบบดริปทางเส้นเลือด (ออกฤทธิ์ 3 เดือน)

หลังจากครบ 3 เดือนแล้ว หมอจะทำการประเมินอาการ และพิจารณาต่อค่ะว่า ควรจะฉีดต่อหรือไม่ ซึ่งในบางกรณี ที่คนไข้มีอาการเยอะ เช่น
• เป็นไมเกรนเรื้อรัง 
• มีภาวะใช้ยาแก้ปวดเกินขนาด (MOH) 
ในกลุ่มนี้ หมอก็มักจะแนะนำตั้งแต่แรก ว่าให้คนไข้ใช้ยานานขึ้น คือ 6-12 เดือน เพื่อให้การควบคุมโรคดีขึ้น และได้ผลจริงในระยะยาวค่ะ

ปัจจัยที่มีผลต่อการตอบสนอง

จากการศึกษาในระดับสากล (Phase III clinical trials) พบว่า การฉีดยาไมเกรน ช่วย
• ลดจำนวนวันปวดไมเกรนได้ประมาณ 40–60%
• ผู้ป่วยประมาณ 50% มีอาการดีขึ้น ≥50%
• ลดการใช้ยาแก้ปวดลงอย่างมีนัยสำคัญ

แต่จากประสบการณ์รักษาคนไข้ของหมอที่เฮชเอทคลินิก พบว่า คนไข้ส่วนมากตอบสนองต่อยาได้ดีตั้งแต่เข็มแรก ลดอาการได้ถึง 90% แต่ก็มีคนไข้บางท่าน ที่อาจต้องใช้เวลา 2–3 เข็ม หรือบางท่านส่วนน้อย ที่ตอบสนองต่อยาได้ไม่ดีนัก ซึ่งปัจจัยที่มีผลต่อการตอบสนองต่อยา ได้แก่ 
• ระยะเวลาที่เป็นไมเกรน เป็นมานานแค่ไหน
• การรักษาที่เคยได้รับมาก่อน 
• ความรุนแรงของโรค
• มี “ภาวะติดยาแก้ปวด” MOH ร่วมด้วยหรือไม่
• มีโรคร่วม ที่มาพร้อมไมเกรน เช่น วิตกกังวล ซึมเศร้า ด้วยหรือไม่
• การใช้ชีวิต การเลี่ยงสิ่งกระตุ้น 
• โรคประจำตัว
• ยิ่งเริ่มรักษาเร็ว มักตอบสนองดีกว่า

ยาฉีดไมเกรน เหมาะกับใคร


ยาฉีดไมเกรน เหมาะกับใคร

ยาฉีดไมเกรน ถือว่าเป็นมาตรฐานการรักษาไมเกรนเรื้อรังในปัจจุบัน ที่ช่วยลดความถี่ ลดความรุนแรง และป้องกันไม่ให้ไมเกรนกำเริบ จึงเหมาะเป็นพิเศษกับผู้ที่เริ่มปวดบ่อย ปวดเรื้อรัง หรือใช้ยาแก้ปวดจนไม่ได้ผล และมีผลข้างเคียงจากยากิน โดยมีอาการที่เข้าข่าย 8 ข้อนี้ค่ะ

1. ปวดไมเกรนมากกว่า 4 ครั้งต่อเดือน

ใครที่ปวด ไมเกรนบ่อยกว่า 4 ครั้งต่อเดือน ถือว่าเข้าข่ายผู้ที่ควรเริ่มยาป้องกันไมเกรนได้เลยค่ะ เพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็นไมเกรนเรื้อรัง ที่รักษายากกว่ามากค่ะ
ปัจจุบัน ยาฉีดไมเกรน สามารถใช้เป็นการรักษาแรกได้เลยค่ะ ไม่ต้องรอให้อาการหนักค่ะ และจากประสบการณ์ของหมอพบว่า “ยิ่งเริ่มฉีดเร็ว ยิ่งควบคุมอาการได้ดี และหยุดยาได้เร็วกว่า ใช้ยาน้อยกว่าด้วยค่ะ”
อย่างไรก็ตาม หากยังไม่สะดวกเริ่มยาฉีด ก็สามารถเริ่มด้วยยาป้องกันชนิดกินได้เช่นกันค่ะ

2. เข้าข่ายไมเกรนเรื้อรัง (Chronic Migraine)

ท่านที่ปวดศีรษะมากกว่า 15 วันต่อเดือน ติดกันเกิน 3 เดือน ต้องสงสัยว่าเป็น “ไมเกรนเรื้อรัง” แล้วค่ะ
ไมเกรนเรื้อรัง สำหรับหมอถือว่าเป็นระดับของไมเกรนไปแล้วค่ะ เพราะมักมีการทำงานของสมองและหลอดเลือดผิดปกติในระดับลึกและซับซ้อน และหลายท่านที่เข้าสู่ภาวะนี้ มักมีภาวะ “ติดยาแก้ปวด” ทำให้อาการเป็นหนัก รักษายาก มีอาการปวดง่าย ดังนั้นใครที่เป็นไมเกรนเรื้อรังแล้ว การใช้ยาฉีด anti-CGRP จึงมีประโยชน์มาก ๆ ค่ะ

3. ปวดไมเกรนรุนแรงจนกระทบชีวิต

สำหรับผู้ที่ปวดหัวรุนแรงจนกระทบต่อการทำงาน การเรียน หรือการใช้ชีวิตประจำวัน ถึงแม้จะเป็นไม่บ่อยแต่เวลาปวดรุนแรงมาก หรือทำให้เกิดภาวะเครียด ซึมเศร้า กระทบชีวิตประจำวันมาก ๆ ก็เหมาะกับยาฉีดเช่นกันค่ะ

4. มีผลข้างเคียงจากยากินป้องกันแบบดั้งเดิม

ผู้ที่เคยใช้ “ยาป้องกันไมเกรนแบบกิน” แล้วมีผลข้างเคียง เช่น ง่วงซึม มึนงง คลื่นไส้ หรือ น้ำหนักขึ้น สามารถเปลี่ยนมารักษาด้วย ยาฉีดไมเกรนได้ เพราะตัวยาฉีดออกฤทธิ์เฉพาะที่สมอง ไม่ผ่านกระบวนการตับและไตมากเหมือนยากิน จึงลดผลข้างเคียงและเหมาะกับผู้ที่ต้องการรักษาอย่างปลอดภัยในระยะยาวค่ะ

5. ผู้ที่มีภาวะปวดหัวจากการใช้ยาแก้ปวดเกินขนาด (MOH)

เช็คตัวเองเลยค่ะ ว่าใช้ยาแก้ปวดเกิน 10–15 เม็ดต่อเดือน นานเกิน 3 เดือน หรือยัง เพราะมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะ “สมองติดยาแก้ปวด” หรือ Medication Overuse Headache แล้วค่ะ ซึ่งภาวะนี้จะทำให้ไมเกรนเรื้อรังรุนแรงขึ้น และรักษายากขึ้นมาก
คนไข้ไมเกรนที่มีภาวะติดยาแก้ปวด หมอจะต้องเริ่มจากการหยุดยาแก้ปวด และเปลี่ยนมาใช้ยาป้องกันแทน ซึ่งยาฉีดป้องกันจะเหมาะที่สุดเพราะออกฤทธิ์ไว ทำให้สามารถรักษาภาวะนี้ได้สำเร็จยิ่งขึ้นค่ะ

6. ไม่สะดวกกินยาทุกวัน

การป้องกันไมเกรน สามารถเริ่มด้วยยาชนิดรับประทานได้ แต่หลายท่านไม่ต้องการกินยาป้องกันทุกวันเพราะกังวลเรื่องตับ ไต หรือมีปัญหากินยาไม่ต่อเนื่อง ยาฉีดไมเกรน แก้ปัญหานี้ได้ด้วยตารางการรักษาแบบ เดือนละครั้ง หรือทุก 3 เดือนครั้ง ช่วยให้สะดวก ใช้ชีวิตได้ตามปกติ และลดภาระจากการกินยานานๆ

7. ไม่ตอบสนองต่อยาป้องกันชนิดกิน

หากเคยใช้ยาป้องกันไมเกรนชนิดกิน มากกว่า 3 ชนิด แล้วยังไม่สามารถควบคุมอาการได้ จะจัดให้อยู่ในกลุ่ม “ไมเกรนดื้อต่อยา”
ซึ่งเป็นกลุ่มที่เหมาะกับการรักษาด้วย ยาฉีดไมเกรน ค่ะ

8. ผู้ป่วยไมเกรนที่มีอาการร่วม

ไมเกรนมักมาพร้อมอาการร่วม เช่น วิตกกังวล ซึมเศร้า เวียนหัว สมองล้า หรือไวต่อแสงและเสียง ซึ่งยาฉีดไมเกรน สามารถช่วยลดอาการเหล่านี้ได้ด้วย จากการยับยั้งสาร CGRP ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการอักเสบและการทำงานของระบบประสาทส่วนกลางด้วยค่ะ


เปรียบเทียบยารักษาไมเกรน แบบกิน และ แบบฉีด

การรักษาไมเกรน ที่ถูกต้องจำเป็นต้องใช้ยาป้องกันค่ะ ซึ่งในอดีตจะมีเฉพาะยาป้องกันแบบที่ต้องรับประทานทุกวัน เพื่อควบคุมระบบประสาทไม่ให้เกิดอาการปวดอีก แต่ยากลุ่มนี้จริง ๆ แล้วไม่ใช่ยาเพื่อรักษาไมเกรนโดยเฉพาะ  จึงมีทั้งข้อจำกัดและผลข้างเคียงที่ทำให้ผู้ป่วยบางท่านไม่สามารถใช้ยาได้

ปัจจุบัน เมื่อมีการพัฒนาเป็น “ยาฉีดไมเกรน” ซึ่งถือเป็น “ยาป้องกันไมเกรนเฉพาะทาง” ตัวแรกที่มุ่งเป้าไปยังสารต้นเหตุของโรคคือ CGRP (Calcitonin Gene-Related Peptide) โดยตรง ซึ่งมีข้อดีกว่ายาฉีดดังนี้ค่ะ
ออกฤทธิ์ตรงจุด : ตัดวงจร CGRP ซึ่งเป็นต้นเหตุของความปวด
• ผลลัพธ์ : เห็นผลเร็ว หวังผลได้ชัดเจนกว่า ได้ผลดีกว่าในระยะยาว 
ผลข้างเคียงต่ำ : ผลข้างเคียงน้อยกว่ายากินมาก ไม่ต้องกังวลเรื่องผลต่อตับและไต และผลข้างเคียงที่กระทบต่อชีวิตประจำวัน
• สะดวกและปลอดภัย : ไม่ต้องกินยาตลอด ไม่ต้องกังวลเรื่องลืมยา
• เหมาะกับผู้ที่ไม่ตอบสนองต่อยากิน หรือ มีผลข้างเคียงจากยากลุ่มเดิม


ยาฉีดไมเกรนในปัจจุบัน

ปัจจุบันมียาฉีดไมเกรน ที่ผ่านการรับรองจาก US FDA และ อย.ไทย ทั้งหมด 4 ตัว ซึ่งออกฤทธิ์ใกล้เคียงกัน คือ ไปยับยั้งการออกฤทธิ์ของสาร CGRP เช่น

Galcanezumab

วิธีการทำงาน
Galcanezumab จะจับกับตัวสาร CGRP โดยตรง
ทำให้ CGRP ไม่สามารถไปกระตุ้น receptor ได้
ลดการอักเสบ และลดการขยายตัวของหลอดเลือด

วิธีการใช้ยา
• ฉีดเข้าชั้นใต้ผิวหนัง (Subcutaneous injection)
• เดือนละครั้ง

แนวทางการเริ่มยา
• เริ่มต้น 240 มก. (2 เข็ม)
• จากนั้น 120 มก. ทุกเดือน

จุดเด่น
• มีข้อมูลรองรับทั้ง
     ○ ไมเกรน
     ○ Cluster headache
• เหมาะกับคนไข้ที่ไม่ตอบสนองต่อยากลุ่มอื่น
• ไม่มีปัญหาเรื่องท้องผูกเด่นเหมือนบางตัว

Fremanezumab

วิธีการทำงาน
จับกับ CGRP โดยตรงเช่นเดียวกับ Galcanezumab

วิธีการใช้ยา
สามารถเลือกได้ 2 แบบ:
• 225 มก. ทุก 1 เดือน
• 675 มก. ทุก 3 เดือน (ฉีด 3 เข็มพร้อมกัน)

จุดเด่น
• ยืดหยุ่นเรื่องความถี่
• เหมาะกับคนที่ไม่สะดวกมาฉีดบ่อย
• มีข้อมูลการศึกษาบางส่วนพบว่า อาจช่วยลดอาการซึมเศร้าในผู้ป่วยไมเกรนได้

Eptinezumab

วิธีการทำงาน
ยับยั้ง CGRP โดยตรงเช่นเดียวกับกลุ่มด้านบน แต่แตกต่างที่ “รูปแบบการให้ยา”

วิธีการใช้ยา
• ให้ทางหลอดเลือดดำ (IV infusion)
• ทุก 3 เดือน

จุดเด่น
• ยาเข้าสู่กระแสเลือดทันที
• ออกฤทธิ์เร็วกว่า ยาฉีดใต้ผิวหนัง
• สามารถใช้ในบางกรณีของไมเกรนที่มีอาการรุนแรงได้ 


ผลข้างเคียงของยาฉีดไมเกรน

ยาฉีดไมเกรน เป็นยาที่มีความปลอดภัยสูง เนื่องจากออกฤทธิ์จำเพราะกับ CGRP จึงไม่กระทบระบบอื่นในร่างกายมากเท่ายารับประทานบางชนิด แต่ก็มีผลข้างเคียงที่พบได้เช่นกันค่ะ

ผลข้างเคียงที่พบบ่อย

1. ปวด บวม แดงบริเวณฉีด
• พบได้เล็กน้อย
• มักหายเองใน 1–2 วัน

2. อาการคัน หรือระคายเคืองเล็กน้อย

3. ท้องผูก (พบในยาฉีดบางชนิด)

• มักไม่รุนแรง
• สามารถจัดการได้ด้วยการปรับพฤติกรรม
• ใครที่มีอาการท้องผูกอยู่เดิม หมอจะเลือกเป็นยาชนิดที่ไม่ส่งผลต่อท้องผูกค่ะ

ผลข้างเคียงที่พบได้น้อย

1. อาการแพ้ยา
• ผื่น ลมพิษ
• บวม
• หายใจลำบาก (พบได้น้อยมาก)

2. ความดันโลหิตสูง (พบในยาฉีดบางตัว)
• พบได้เฉพาะยาฉีดบางชนิด
• ในท่านที่มีความดันโลหิตสูงอยู่เดิม หมอจะเลือกชนิดที่ไม่ส่งผลต่อความดันค่ะ

ความปลอดภัยระยะยาว

จากข้อมูลปัจจุบันพบว่ายาฉีดไมเกรนมีความปลอดภัยในระยะยาวค่ะ
• ใช้ต่อเนื่องได้หลายปี
• ไม่พบผลกระทบต่อตับและไตอย่างมีนัยสำคัญ
• ไม่มีปฏิกิริยากับยาอื่นที่สำคัญ

ข้อควรระวัง

• หญิงตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร
• ผู้ที่มีโรคหัวใจและหลอดเลือดบางชนิด

ยาฉีดไมเกรน ราคาเท่าไหร่


ยาฉีดไมเกรน ราคาเท่าไหร่?

ราคายาฉีดไมเกรน ไม่มีราคากลางที่ตายตัว
เพราะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยที่แตกต่างกันในแต่ละคนค่ะ

ราคายาฉีดไมเกรนโดยประมาณ

• ประมาณ 15,400 – 19,500 บาท / เดือน
• ขึ้นอยู่กับชนิดของยา และแผนการรักษาที่เลือกใช้
หมายเหตุ: ราคานี้เป็น “ช่วงราคาโดยประมาณของ H8 Clinic” เพื่อให้เห็นภาพรวม ไม่ใช่ราคามาตรฐานของทุกสถานพยาบาล

ปัจจัยที่ทำให้ราคายาฉีดไมเกรนแตกต่างกัน

1. ชนิดของยา (Drug molecule)

แต่ละตัวมีโครงสร้าง กลไกการออกฤทธิ์ และต้นทุนแตกต่างกัน

2. ความถี่ในการฉีด

เช่น
• เดือนละครั้ง
• ทุก 3 เดือน
ซึ่งมีผลโดยตรงต่อค่าใช้จ่ายรวม

3. แผนการรักษาของแต่ละคน

บางคนใช้
• ยาฉีดอย่างเดียว
• หรือใช้ร่วมกับยากิน / กายภาพบำบัด
ทำให้ต้นทุนต่างกัน

4. สถานพยาบาลและรูปแบบการดูแล

คลินิกที่มี
• การประเมินโดยแพทย์เฉพาะทาง
• การติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง
มักมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า แต่ได้การดูแลที่ครอบคลุมมากกว่า

ยาฉีดไมเกรน ไม่ใช่แค่ “ค่ายา” อย่างเดียว

ยาฉีดไมเกรนเป็นเพียง ส่วนหนึ่งของแผนการรักษาไมเกรนทั้งระบบ
ที่ H8 Clinic แนวทางจะเริ่มจาก “การวิเคราะห์โรค” ก่อน ไม่ใช่เริ่มจากการเลือกยา

เช่น
• เป็นไมเกรนจริงหรือไม่
• ระดับความรุนแรงอยู่ตรงไหน
• มี trigger อะไร
• มีโรคร่วมอะไรบ้าง
แล้วจึงเลือกแผนการรักษาที่เหมาะกับแต่ละคน

ก่อนตัดสินใจ ควรประเมินกับแพทย์ก่อนเสมอ

เพื่อให้ได้
• ชนิดยาที่เหมาะ
• แผนการรักษาที่คุ้มค่า
• และควบคุมอาการได้จริงในระยะยาว


ไมเกรนไม่ใช่เพียงอาการปวดหัวธรรมดา แต่เป็นโรคทางสมองที่มีวงจรซับซ้อน การรักษาไมเกรนจึงไม่ได้จบแค่ “ฉีดยา” แล้วรอผล
ที่ เฮชเอทคลินิก เราเชื่อว่าการรักษาไมเกรนให้ได้ผลจริง ต้องดูแลทั้งสมอง พฤติกรรม สิ่งแวดล้อม ความเครียด โรคร่วม และโรคไมเกรน ไปพร้อมกัน

นี่คือแนวทาง “การฉีดยาไมเกรน และดูแลไมเกรนแบบองค์รวม” ที่ H8 clinic ที่หมอใช้กับคนไข้จริง ๆ ค่ะ

การวินิจฉัยอย่างละเอียดโดยแพทย์เฉพาะทางสมอง


1. การวินิจฉัยอย่างละเอียดโดยแพทย์เฉพาะทางสมอง
ขั้นตอนแรก ต้องเริ่มจากการซักประวัติอย่างละเอียด เพื่อวินิจฉัยให้ชัดเจน ว่าอาการปวดศีรษะเป็นไมเกรนจริง ๆ หรือเป็นกลุ่มปวดศีรษะอื่น ๆ เช่น ปวดศีรษะเทนชั่น ปวดศีรษะคลัสเตอร์  หรือมีโรคอื่น ๆ ที่อาการคล้ายไมเกรนได้ โดยหมอจะประเมินทั้งความถี่ ความรุนแรง และปัจจัยกระตุ้น (trigger) เพื่อวางแนวทางการรักษาที่เหมาะกับคนไข้มากที่สุดค่ะ

การเลือกใช้ยาฉีดป้องกันไมเกรน anti-CGRP


2. การเลือกใช้ “ยาฉีดป้องกันไมเกรน anti-CGRP” ให้เหมาะกับแต่ละบุคคล
ปัจจุบันจะมียาฉีดให้เลือกถึง 4 ชนิด ทั้งแบบฉีดเดือนละครั้ง หรือ 3 เดือนครั้ง แล้วแต่ชนิดยา โดยจะเลือกใช้ตัวไหน จะขึ้นกับลักษณะอาการของคนไข้ ซึ่งที่เฮชเอทคลินิกเรามียาทุกชนิด เพื่อให้สามารถเลือกใช้ได้ทันทีค่ะ
ซึ่งจากประสบการณ์ของหมอ พบว่ายานี้มีประสิทธิภาพที่ดีมากค่ะ แม้ว่าจากงานวิจัย ตัวเลขประสิทธิภาพ อยู่ที่  50-70% แต่ในทางปฏิบัติ ผลลัพธ์ที่คนไข้ได้รับหลังฉีดยา ถือว่าดีเกินความคาดหมาย คือ 80-90% ในด้านประสิทธิภาพการรักษา ที่ลดทั้งความถี่และความรุนแรงของไมเกรน ซึ่งมักเห็นผลตั้งแต่ครั้งแรกด้วยค่ะ

จัดการภาวะสมองติดยาแก้ปวด


3. จัดการภาวะสมองติดยาแก้ปวด (Medication Overuse Headache – MOH)
หมอพบคนไข้ไมเกรนจำนวนมาก ที่เป็นมานาน และมีภาวะที่เรียกว่า สมองติดยาแก้ปวด หรือ Medication Overuse Headache ซึ่งสมองจะไวต่อการกระตุ้นมาก ทำให้ต้องใช้ยาเยอะขึ้นเรื่อย ๆ และอาการปวดก็มากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน
ท่านใดที่มีการใช้ยาแก้ปวด >10–15 เม็ด/เดือน ติดต่อกันมากกว่า 3 เดือน ถือว่าเสี่ยงภาวะนี้แล้วค่ะ ซึ่งการรักษาจะต้องเริ่มที่การถอนยาแก้ปวด ไปพร้อม ๆ กับการฉีดยาไมเกรน 
และหากใครที่ยังต้องใช้ยาแก้ปวดอยู่ หมอก็จะมีการใช้ยากินในกลุ่ม Gepant ซึ่งทำหน้าที่ยับยั้งสาร CGRP เช่นเดียวกับยาฉีด การใช้ยาตัวนี้ทดแทนยาแก้ปวดแบบเดิม ก็จะช่วยให้การถอนยาสำเร็จได้มากยิ่งขึ้นค่ะ

ใช้ Botulinum Toxinรักษากล้ามเนื้อตึง


4. การฉีดโบท็อกซ์ไมเกรนร่วมกับยาฉีดไมเกรน (ในรายที่จำเป็น)
ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงมาก หรือมีอาการปวดกล้ามเนื้อศีรษะและต้นคอร่วมด้วย หมออาจพิจารณาใช้ “โบไมเกรน” ร่วมด้วย เพื่อลดการเกร็งของกล้ามเนื้อและลดการส่งสัญญาณปวด ผลลัพธ์ที่ได้จะ “เสริมฤทธิ์กัน” ทำให้ควบคุมอาการได้ดียิ่งขึ้นค่ะ
โปรแกรมฉีด “โบไมเกรน” ผ่านมาตรฐานการรักษา US FDA  โดยออกฤทธิ์รักษาไมเกรนผ่านหลายกลไกเช่น
• ยับยั้งการหลั่งสารสื่อประสาทที่กระตุ้นอาการปวดไมเกรน โดยเฉพาะสาร CGRP
• ลดความไวของระบบเส้นประสาทที่กระตุ้นให้เกิดไมเกรน  (Peripheral Sensitization) โดยเฉพาะในคนไข้ไมเกรนเรื้อรัง ที่จะมีความไวต่อการกระตุ้นมากขึ้น 
• ลดความไวต่อสิ่งเร้า ของระบบประสาทส่วนกลาง (Central Sensitization) จึงช่วยลดความถี่และความรุนแรงของไมเกรนได้
• ลดการตึงตัวของกล้ามเนื้อ ที่เป็นต้นเหตุกระตุ้นของไมเกรนเรื้อรัง ที่ต้องรักษาควบคู่กันด้วย
โดยการรักษาจะเป็นการฉีดโบไมเกรนเข้ากล้ามเนื้อที่มีเส้นประสาทที่ทำให้ปวดอยู่ โดยจะฉีดรอบ ๆ ใบหน้าบริเวณหน้าผาก ขมับ ท้ายทอยและกล้ามเนื้อต้นคอเป็นหลัก ส่วนในท่านที่มีกล้ามเนื้อตึงตัวร่วมด้วย ก็จะฉีดบริเวณคอบ่าไหล่ร่วมด้วยค่ะ


5. การทำกายภาพบำบัดคอบ่าไหล่ โปรแกรม PMS Combination 
เพราะหนึ่งใน “ตัวกระตุ้นไมเกรน” ที่มักถูกมองข้ามคือ “ความตึงตัว” ของกล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า และไหล่ ซึ่งกล้ามเนื้อบริเวณนี้เชื่อมโยงกับเส้นประสาทท้ายทอย (Occipital Nerve) และเส้นประสาทสมองคู่ที่ 5 (Trigeminal Nerve) เมื่อเกิดการเกร็งเรื้อรังจากท่าทาง การนั่งทำงาน หรือความเครียด จะกระตุ้นวงจรปวดของไมเกรนให้ไวขึ้น และในทางกลับกัน ไมเกรนเองก็ทำให้กล้ามเนื้อคอเกร็งตัวมากขึ้นด้วยค่ะ

เทคโนโลยีลดปวดติดตามผลด้วย Migraine Diary


เพื่อแก้ที่ต้นเหตุของวงจรนี้ ที่เฮชเอทคลินิก หมอจึงตั้งใจพัฒนาโปรแกรมเฉพาะสำหรับผู้ป่วยไมเกรนชื่อว่า “PMS Combination Program” ที่ผสมผสานพลังงานหลายรูปแบบ ทั้ง คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า PMS , คลื่นกระแทก Shock Wave , เลเซอร์ (HPL) , อัลตร้าซาวน์ความร้อน และการใช้เครื่องดึง Traction  ร่วมกับการรักษาโดยนักกายภาพบำบัดวิชาชีพค่ะ

จัดการโรคร่วม


6. ติดตามผลการรักษาอย่างต่อเนื่องด้วย Migraine Diary
เครื่องมือนี้เป็นหัวใจสำคัญของแนวทาง H8 clinic ที่หมอตั้งใจออกแบบมาเพื่อคนไข้โดยเฉพาะ โดยให้บันทึกความถี่ของการปวด ระดับความรุนแรง ปัจจัยกระตุ้น และผลการรักษาในแต่ละเดือน
และหมอจะนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์เพื่อตัดสินใจว่าควร “เว้นการฉีด / ปรับรอบ / ปรับยา อย่างไร ซึ่งช่วยให้การรักษามีความแม่นยำระดับรายบุคคล (Personalized Treatment) 
    และวิธีนี้ ถือว่าเป็นส่วนสำคัญมาก ๆ เลยค่ะที่ทำให้การรักษาคนไข้ที่เฮชเอทคลินิกค่อนข้างประสบความสำเร็จ เพราะคนไข้ก็จะมีกำลังใจเมื่อเห็นอาการดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ได้เห็นตัวกระตุ้นที่ชัดเจน และหมอเองก็ได้เห็นชีวิตคนไข้ผ่านหนังสือเล่มนี้ด้วยค่ะ


7. จัดการโรคร่วม เพราะถ้าไม่รักษา ไม่เกรนก็ไม่หาย
ไมเกรนที่เป็นมานานมักพบโรคอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ภาวะวิตกกังวล ซึมเศร้า ปัญหาการนอนหลับ อาการปวดคอบ่าไหล่ ปวดกล้ามเนื้อตามตัว หรือ ภาวะนอนกรน  โรคเหล่านี้ยิ่งทำให้อาการของไมเกรนรุนแรงขึ้นและรักษายากขึ้น ดังนั้น การรักษาไมเกรนจึงต้องรักษาโรคเหล่านี้ไปด้วย ซึ่งบางโรคก็สามารถรักษาได้เลย หรือบางโรคก็ต้องส่งต่อให้จิตแพทย์ช่วยในการรักษาร่วมด้วยค่ะ


ในฐานะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทและสมอง และประสบการณ์รักษาโรคไมเกรนมากว่า 10 ปี หมอขอย้ำว่าการรักษาไมเกรนให้มีประสิทธิภาพและได้ผลจริง จำเป็นต้องใช้วิธีแบบองค์รวม ไม่ใช่เพียงการใช้ยาเท่านั้น แต่ต้องผสมผสานหลายวิธี ทั้งการใช้ยา กินยา ฉีดยา โบไมเกรน กายภาพบำบัด ร่วมกับการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต 

สิ่งสำคัญคือต้องตระหนักและจัดการกับโรคร่วม เช่น ภาวะวิตกกังวลและซึมเศร้า ซึ่งมักพบร่วมกับไมเกรนเรื้อรัง การใช้บันทึกไมเกรนเป็นเครื่องมือติดตามอาการช่วยให้เราปรับแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม

เป้าหมายสูงสุดในการรักษาไมเกรน ไม่ใช่แค่การรักษา”โรค” ไมเกรน แต่คือการรักษา “ผู้ป่วยไมเกรน” ให้กลับไปมีคุณภาพชีวิตที่ดี กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติอีกครั้ง ซึ่งหมอต้องขอย้ำคำนี้ ซึ่งเป็นคำที่หมอพูดกับคนไข้ทุกท่านค่ะว่า   “ไมเกรน ถ้ารักษาอย่างถูกต้อง ก็ไม่มีอาการปวดได้จริง กลับมามีความสุขได้จริง ๆ ค่ะ”

หมอนุ่ม 
พญ.ศุภมาศ วิบูรณ์สุขสันต์
แพทย์เฉพาะทางระบบประสาทและสมอง

 

“เป็นไมเกรนเรื้อรังมา 7 ปี อาเจียนทุกครั้งที่ปวดหัว รักษามาหลายวิธีก็ไม่ดีขึ้น รู้สึกท้อแท้กับการรักษา จนเข้ามาปรึกษากับคุณหมอนุ่ม ตอนนี้อาการโดยรวมดีขึ้นมาก”

คุณนก / คนไข้ไมเกรน


 

“เพื่อนแนะนำให้มารักษาไมเกรนกับคุณหมอนุ่ม หลังรักษาและปรับยาตอนนี้อาการดีขึ้นจริง ๆ ค่ะ”

คุณสุภาพ / คนไข้ไมเกรน


 

“ปวดไมเกรนหนักมา 23 ปี ปวดหนักขึ้น 15 วันต่อเดือน รักษาหลายวิธีไม่ดีขึ้น ล่าสุดเริ่มใช้ยาฉีดป้องกันไมเกรน ตอนนี้ฉีดมา 6 เข็ม อาการปวดหายไปเลยค่ะ”

คุณจู๊ด / คนไข้ไมเกรน


 

“จากที่ต้องทานยาแก้ปวดทุกวัน คุณหมอนุ่มให้คำแนะนำในการรักษาไมเกรนได้ดีมาก ทำให้ไม่เกิดการติดยาแก้ปวด หรือปัญหาใช้ยาเกินขนาด”

คุณติ๊ก / คนไข้ไมเกรน


 

“จากที่ต้องทานยาแก้ปวดทุกวัน คุณหมอนุ่มให้คำแนะนำในการรักษาไมเกรนได้ดีมาก ทำให้ไม่เกิดการติดยาแก้ปวด หรือปัญหาใช้ยาเกินขนาด”

คุณติ๊ก / คนไข้ไมเกรน