ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

ปวดไมเกรนแค่ไหนเรียกเรื้อรั้ง

ไมเกรนเรื้อรังคืออะไร

ไมเกรนเรื้อรัง (Chronic Migraine) เป็นภาวะที่เกิดจากการปวดศีรษะไมเกรนที่มีความถี่สูงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทบต่อคุณภาพชีวิต โดยมีเกณฑ์การวินิจฉัยคือ มีอาการปวดศีรษะมากกว่า 15 วันต่อเดือน ติดต่อกันเป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือน และต้องมีอย่างน้อย 8 วันที่มีลักษณะปวดแบบไมเกรน โดยวันที่เหลืออาจจะเป็นอาการปวดแบบอื่น ๆ ได้

สาเหตุของไมเกรนเรื้อรัง

ไมเกรนเรื้อรัง มักเกิดในผู้ป่วยไมเกรนที่เป็นชั่วคราว (Episodic migraine) มาก่อน แต่เมื่อมีตัวกระตุ้นซ้ำๆ เกิดอาการปวดบ่อยขึ้น หรือการรักษาอย่างไม่ถูกต้องเหมาะสม ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสมอง ไวต่อตัวกระตุ้นและปวดมากยิ่งขึ้น ซึ่งความรุนแรงในตอนแรกอาจไม่ได้รุนแรงมาก ทานยาแก้ปวดแค่ 1 เม็ดก็หาย แต่พอเวลาผ่านไปอาการปวดหัว เริ่มเป็นหนักขึ้นถี่ขึ้น ก็จะเริ่มทานยาแก้ปวดมากขึ้น จนอาการการปวดเริ่มเป็นบ่อยมากกว่า 15 วันต่อเดือน ก็จะเริ่มเข้าข่าย “ไมเกรนเรื้อรัง”  เสี่ยงต่อการใช้ยาแก้ปวดเกินขนาด ทำให้อาการยิ่งหนักขึ้นไปอีก และเริ่มมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ประสิทธิภาพการทำงาน และมักจะมีปัญหาเรื่องอารมณ์วิตกกังวล ซึมเศร้าตามมาได้ในที่สุด

อาการที่เข้าข่ายไมเกรนเรื้อรัง

- อาการปวดหัวมากกว่า 15 วันต่อเดือน ติดต่อกันอย่างน้อย 3 เดือน
- อาการปวดรุนแรงขึ้น ไม่ตอบสนองต่อยาแก้ปวดเหมือนเดิม หรือต้องใช้ยาปริมาณเพิ่มมากขึ้น
- มีสัญญาณที่บอกว่าระบบประสาทไวต่อตัวกระตุ้นมากกว่าปกติ เช่น แพ้แสง แพ้เสียง ไวต่อกลิ่นมากๆ หรือมี Allodynia คืออาการเจ็บทั้งๆที่ตัวกระตุ้นนั้นไม่ควรจะเจ็บ เช่น แค่ลูบสัมผัสหนังศีรษะเบาๆ ก็เจ็บได้
- มักมีอาการไมเกรนเวียนหัวร่วมด้วย
- อาการปวดศีรษะอาจเกินขึ้นได้เอง โดยที่ไม่ต้องมีตัวกระตุ้น เช่น ปวดตอนกลางคืน ปวดหลังตื่นนอน
- ใช้ยาแก้ปวดเกินขนาด มีอาการปวดหัวจากการใช้ยา (Medication Overuse Headache,MOH)

ไมเกรนเรื้อรังอาจเกิดจากปัจจัยหลายอย่างร่วมกัน โดยสาเหตุสำคัญที่พบได้บ่อย ได้แก่

1. การใช้ยาแก้ปวดเกินขนาด หรือ Medication Overuse Headache (MOH)
MOH เป็นสาเหตุสำคัญของไมเกรนเรื้อรัง ซึ่งเกิดจากการใช้ยาแก้ปวดบ่อยเกินไปจนสมองไวต่อความเจ็บปวดมากขึ้น ทำให้ต้องเพิ่มปริมาณยามากขึ้นเรื่อยๆ และสุดท้าย ยาแก้ปวดจะไม่ได้ผลเหมือนเดิม งานวิจัยพบว่า การใช้ยา triptan มากกว่า 10 วันต่อเดือน หรือการใช้ยาแก้ปวดทั่วไป (NSAIDs, paracetamol) มากกว่า 15 วันต่อเดือน เพิ่มความเสี่ยงของการเกิด MOH ได้อย่างมีนัยสำคัญ 

2. ความไวของสมองต่อสิ่งกระตุ้นมากขึ้น (Central Sensitization)
เมื่อไมเกรนเกิดถี่ขึ้น สมองจะปรับตัวให้ไวต่อสิ่งกระตุ้นต่างๆ เช่น แสง เสียง กลิ่น หรือความเครียด ทำให้เกิดไมเกรนง่ายขึ้นโดยไม่ต้องมีปัจจัยกระตุ้นที่ชัดเจน

3. ความเครียดและภาวะซึมเศร้า
ความเครียดเรื้อรังส่งผลให้สมองปล่อยสารสื่อประสาทที่เกี่ยวข้องกับความเจ็บปวดมากขึ้น ผู้ป่วยไมเกรนเรื้อรังมักมี ภาวะวิตกกังวลและซึมเศร้าร่วมด้วย ซึ่งทำให้อาการแย่ลง

4. พฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม
เช่น การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือนอนหลับไม่เป็นเวลา การรับประทานอาหารไม่เป็นเวลา หรืออดอาหาร ขาดการออกกำลังกาย ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนมากเกินไป สัมผัสกับสิ่งกระตุ้น เช่น ไฟกะพริบ กลิ่นแรงบ่อยๆ ปัจจัยเหล่านี้ ล้วนทำให้ไมเกรนเป็นบ่อยและรุนแรงขึ้น

“ผู้ป่วยที่ป่วยเป็นไมเกรนเรื้อรัง มากกว่า 50% มักมีปัญหาเรื่องการใช้ยาแก้ปวดมากเกินไปร่วมด้วย”

การใช้ยาแก้ปวดที่มากเกินไป เป็นสาเหตุที่ทำให้ไมเกรนเรื้อรังแย่ลง

การใช้ยาแก้ปวดที่มากเกินไป เป็นสาเหตุที่ทำให้ไมเกรนเรื้อรังแย่ลง

Medication Overuse Headache (MOH)  คือโรคปวดศีรษะจากการใช้ยาแก้ปวดมากเกินไป ซึ่งพบได้บ่อยกว่าที่คิด โดยเฉพาะท่านที่ชอบซื้อยาทานเองเป็นประจำต่อเนื่อง ในระยะแรกที่ทานยาแก้ปวดอาการยังดีขึ้นได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป การทานยาแก้ปวดมาก ๆ จะทำให้อาการปวดศีรษะแย่ลง ยิ่งปวด ก็ยิ่งทานยามากขึ้น และบ่อยขึ้น เมื่อทานยามากขึ้น ยาแก้ปวดจะกลับไปกระตุ้นให้สมองของเราไวต่อความปวดมากขึ้น เกิดเป็นวงจรความปวดที่หนักและถี่ขึ้นเรื่อย ๆ จนสุดท้าย ต้องเพิ่มปริมาณยามากขึ้นเรื่อยๆ และทานไปแล้ว ก็ไม่หายปวดเหมือนเดิม

จากประสบการณ์การรักษาคนไข้ไมเกรนเรื้อรัง พบว่าเกินครึ่งหนึ่ง มักจะมีภาวะปวดหัวจากการใช้ยาแก้ปวดเกินไป (MOH) ร่วมด้วย ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้การรักษาของคนไข้ได้ผลไม่ดี หรือ รักษายากขึ้น เราจึงควรรู้จักภาวะนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิด หรือถ้าเกิดขึ้นแล้วก็ควรรีบรักษาจัดการอย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้อาการไมเกรนแย่ลงไปมากยิ่งขึ้นไปอีก

วิธีการรักษาภาวะสมองติดยาแก้ปวด

1.หยุดวงจร MOH และลดการใช้ยาแก้ปวด
การรักษา MOH สำคัญที่สุดคือการหยุดยาแก้ปวดที่ทำให้เกิดปัญหา ซึ่งในระยะแรกที่หยุดยา อาจะทำให้เกิดอาการปวดเพิ่มขึ้นได้ ดังนั้นก่อนจะหยุดยา เราจึงจำเป็นต้องประเมินอาการ ควบคุมความถี่และความรุนแรงของอาการปวดก่อน ซึ่งปัจจุบันมีการรักษาใหม่ๆ ที่ช่วยให้การหยุดยาของผู้ป่วยสำเร็จมากยิ่งขึ้น แต่การรักษาต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์เฉพาะทางโดยเฉพาะ ผู้ป่วยไม่ควรหยุดยาทานยาเองค่ะ เพราะยาแก้ปวดบางตัว อาจจะเกิดอาการข้างเคียงรุนแรงตอนหยุดยาได้

การหยุดยาแก้ปวด อาจฟังดูยากสำหรับผู้ป่วยไมเกรน ซึ่งช่วงแรกอาจจะมีอาการปวดอยู่ได้บ้าง แต่ถ้าทำได้สำเร็จ สมองจะค่อย ๆ ปรับตัว อาการปวดหัวจะค่อย ๆ ดีขึ้น ความรุนแรงลดลง และหายปวดได้ในที่สุดค่ะ

2.ใช้ยาป้องกันไมเกรนอย่างเหมาะสม
ผู้ป่วยไมเกรนเรื้อรัง จำเป็นจะต้องได้รับการยาป้องกันอย่างเหมาะสม เพราะการหยุดยาแก้ปวดเพียงอย่างเดียว โดยที่ไม่ได้รับยาป้องกัน พบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะกลับไปปวดศีรษะ และติดยาแก้ปวดอีกครั้งสูงถึง 40-50% โดยยาป้องกันก็มีหลากหลาย เช่น
- ยากลุ่ม Anti-CGRP (เช่น Erenumab, Galcanezumab, Fremanezumab และ Eptinezumab) ที่มีประสิทธิภาพลดความถี่และความรุนแรงของไมเกรนค่อนข้างดี
- ยาป้องกันชนิดรับประทานเช่น ยากลุ่มต้านเศร้า ที่อาจจะมีประโยชน์ในผู้ป่วยไมเกรนเรื้อรังที่มีวิตกกังวล ซึมเศร้าร่วมด้วย 
- การฉีดสาร Botulinum Toxin ช่วยลดความถี่ของไมเกรนในผู้ที่เป็นไมเกรนเรื้อรัง โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหากล้ามเนื้อเกร็งเรื้อรังร่วมด้วย

สำหรับการเลือกใช้ยาป้องกัน ก็จะพิจารณาให้เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละท่าน และในบางรายที่อาการเป็นมาก ๆ ก็อาจจำเป็นจะต้องใช้การรักษาร่วมกันหลายวิธี เพื่อให้โอกาสในการเลิกยาแก้ปวดสำเร็จและหายปวดไมเกรน

3.ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น
การนอนหลับให้เพียงพอ และเป็นเวลา 
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เช่น โยคะ ว่ายน้ำ ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ 
หลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นไมเกรน เช่น ช็อกโกแลต คาเฟอีน อาหารแปรรูป
จัดการความเครียด เช่น ฝึกสมาธิหรือใช้เทคนิคการผ่อนคลาย
หากเราใช้ชีวิตได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ก็จะทำให้ไมเกรนดีขึ้น และลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้มากยิ่งขึ้น

ปวดศีรษะไมเกรนไม่ต้องรอเป็นเยอะ รักษาเร็ว รักษาง่าย ได้ผลดี

ปวดศีรษะไมเกรนไม่ต้องรอเป็นเยอะ รักษาเร็ว รักษาง่าย ได้ผลดี 

ไมเกรนไม่ใช่โรคที่ต้องรอให้เป็นหนักหรือเป็นเรื้อรังก่อนถึงจะรักษา ยิ่งรักษาเร็วยิ่งรักษาง่าย ได้ผลดี โอกาสควบคุมอาการได้ยิ่งสูง หากไมเกรนเริ่มส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน เช่น ต้องหยุดงาน หยุดเรียน หรือกังวลจนไม่กล้าออกไปทำกิจกรรมข้างนอก เพราะกลัวไมเกรนจะกำเริบแบบนี้ ก็ควรเข้าพบแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาได้ค่ะ

การรักษาไมเกรน หมายถึง การใช้ยาแก้ปวดเมื่อมีอาการอย่างเหมาะสม รวมถึงการใช้ยาป้องกันเพื่อลดความถี่และความรุนแรง เพื่อป้องกันไม่ให้ปวดบ่อย รวมไปถึงการรักษาโรคร่วม เช่น กล้ามเนื้อตึง วิตกกังวล ซึมเศร้า รวมถึงการใช้ชีวิต ให้อย่างถูกต้องเหมาะสม หรือบางท่านที่เป็นหนักจริง ๆ ก็ยังมีวิธีอื่น ๆ ในการรักษา ไม่ว่าจะใช้การกายภาพบำบัด การฉีด โปรแกรม Botulinum toxin หรือการฉีดยาป้องกัน anti-CGRP  ก็ช่วยให้อาการดีขึ้นได้ กลับมาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมากขึ้นได้อีกครั้ง

อย่างไรก็ตามผลการรักษาอาจจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล วิธีการรักษาก็ต้องปรับให้เหมาะสมกับแต่ละท่านด้วยค่ะ

ไมเกรนเป็นโรคที่รักษาได้นะคะ แต่น่าเสียดายที่คนไข้ไมเกรนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่ามียาป้องกันและยังไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ทำให้ต้องทุกข์ทรมาน กับอาการปวดอย่างยาวนาน ส่งผลทั้งชีวิตตนเอง คนรอบข้าง และการทำงาน หลายๆท่านที่มีอาการปวดเรื้อรัง มักจะมีภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล และปัญหาด้านจิตใจร่วมด้วย หมอจึงอยากให้ทุกท่านได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ได้กลับไปใช้ชีวิตที่มีความสุขยิ่งขึ้นค่ะ

 

 

ปรึกษาแพทย์ นัดแพทย์ คลิ๊ก

 

ปวดหัวข้างเดียวที่ไม่ใช่ไมเกรน ปวดหัวคลัสเตอร์

 

ปวดหัวข้างเดียวที่ไม่ใช่ไมเกรน ปวดหัวคลัสเตอร์ปวดหัวข้างเดียวที่ไม่ใช่ไมเกรน ปวดหัวคลัสเตอร์