ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

Tension headache โรคปวดศีรษะที่มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นไมเกรน !!

Tension Headache หรือ โรคปวดศีรษะจากความเครียดจากกล้ามเนื้อตึงตัว เป็นหนึ่งใน สาเหตุของอาการปวดศีรษะที่พบบ่อยที่สุด โดยมักทำให้ผู้ป่วยมี อาการปวดหัวเรื้อรัง ไม่หายขาด อาการนี้มักเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่ส่งผลให้เกิดความเครียดสะสมและกล้ามเนื้อตึงตัว เช่น การนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ท่าทางการนั่งหรือยืนที่ไม่เหมาะสม การนอนหลับที่ไม่เพียงพอ รวมไปถึงความเครียด พออาการกำเริบก็เครียด ยิ่งเครียด ก็ยิ่งปวด จนรักษาไม่หายขาด ก่อให้เกิดความรำคาญ และความกังวลใจ กลัวว่าเป็นโรคร้ายแรงในสมอง

ลักษณะอาการสำคัญคือความรู้สึกปวดแบบแน่น ตึง บางครั้งอาจรู้สึกเหมือนมีอะไรมาบีบรัดรอบศีรษะ เหมือนโดนรัดหนังยาง หรือใส่ head band โดยเฉพาะบริเวณขมับ หน้าผากหรือท้ายทอยค่ะ อาการปวดมักเป็นทั้งสองข้างของศีรษะ ถึงแม้อาการปวดมักจะไม่รุนแรง จนถึงกับอาเจียนหรือทำงานไม่ไหว แต่มักจะเป็นอาการปวดที่ก่อให้เกิดความรำคาญ รู้สึกหัวไม่โล่ง คิดงานไม่ออก

โรคปวดหัวเทนชั่น เป็นโรคที่คนไข้ไม่ค่อยรู้จัก ส่วนใหญ่พอปวดหัวบ่อย ๆ ปวดไม่หาย หรืออาจจะมีอาการตาสู้แสงไม่ได้ และมีตัวกระตุ้นคล้ายๆ ไมเกรน เช่น ความเครียด อดนอน กล้ามเนื้อตึง หลายครั้งจึงถูกเข้าใจผิดว่าเป็นไมเกรน และนำไปสู่การรักษาที่ไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะการซื้อยาแก้ปวดไมเกรนทานเอง ทำให้เกิดผลเสียตามมา เดี๋ยววันนี้หมอจะมาอธิบายแบบละเอียดให้ฟังค่ะ

ปวดหัวเทนชั่น

สาเหตุของ Tension Headache

แม้ว่าชื่อโรคจะหมายถึง "ความเครียด" (Tension) แต่กลไกการเกิดปวดหัวประเภทนี้ไม่ได้มาจากความเครียดเพียงอย่างเดียว ยังมีปัจจัยอื่นที่ส่งผลให้เกิดอาการปวดศีรษะ เช่น

1.ความเครียดทางจิตใจ เช่น วิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า หรือภาระงานหนัก ความเครียดสะสมส่งผลให้กล้ามเนื้อบริเวณศีรษะและคอตึงตัว ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะเรื้อรัง

2.การใช้กล้ามเนื้อมากเกินไป เช่น นั่งทำงานหน้าจอเป็นเวลานาน ใช้โทรศัพท์มือถือในท่าทางที่ไม่เหมาะสม ทำให้กล้ามเนื้อคอ ไหล่ และศีรษะเกร็งอยู่ตลอดเวลา นำไปสู่อาการปวดศีรษะ

3.พฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การอดนอน นอนผิดเวลา ดื่มคาเฟอีนและแอลกอฮอล์มากเกินไป ซึ่งอาจส่งผลให้ร่างกายอ่อนล้า ระบบประสาททำงานผิดปกติ และกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะได้

4.ปัจจัยทางกายภาพ เช่น การขาดน้ำ การรับประทานอาหารไม่เพียงพอ หรือภาวะสายตาล้า จากการใช้สายตามากเกินไป เป็นต้น

ปวดหัวเทนชั่น

ลักษณะของอาการปวดเทนชั่น

ลักษณะอาการปวดหัวแบบเทนชั่น จะเป็นแบบบีบๆ รัดๆ แน่นๆ ตื้อๆ เพราะเกิดจากกล้ามเนื้อมีแรงตึงตัวมากกว่าปกติ ซึ่งมักจะเป็นที่หน้าผาก หัวคิ้ว และท้ายทอย คนไข้มักจะบอกว่า ปวดหัวแบบเหมือนมีอะไรมาบีบหัว หรือเหมือนโดนขันน็อตที่หัว รู้สึกหัวไม่โล่ง ตาหนักๆ ล้าๆ ไม่สดชื่น  ซึ่งอาการปวดมักจะเป็นแบบไม่ได้รุนแรงจนถึงกับต้องนอนนิ่งๆ แต่จะเป็นปวดแบบรำคาญ คิดงานไม่ออก  ซึ่งเทนชั่น ถึงแม้จะปวดไม่รุนแรง แต่มักจะปวดยาวนานเป็นหลายๆวัน ถึงสัปดาห์ได้ จนทำให้รู้สึกว่า มีผลต่อการทำงาน อารมณ์ไม่ดี หงุดหงิดได้ (ซึ่งต่างจากไมเกรน ที่จะปวดแบบรุนแรงจนต้องนอนพัก แต่จะเป็นไม่เกิน 2-3 วัน ก็ดีขึ้น)  ปวดหัวเทนชั่น ก็มีได้ 2 แบบ เหมือนไมเกรน คือเป็นแค่ เทนชั่นชนิดเป็นครั้งคราว (Episodic TTH) และเป็นเทนชั่นแบบเรื้อรัง (Chronic TTH)

Tension Headache ต่างจากไมเกรนอย่างไร?

  • ลักษณะของอาการปวด
    เทนชั่นมักปวดแบบตื้อ ๆ  บีบๆ ตึงๆ ทั่วศีรษะ คล้ายถูกกดหรือรัดที่ศีรษะ ปวดแบบพอรำคาญ ไม่รุนแรงจนทำงานไม่ไหว ในขณะที่ ไมเกรน มักปวด ตุ๊บๆ หรือชีพจรเต้น ข้างเดียว หรือบางครั้งสองข้าง มักมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือไวต่อแสงและเสียงร่วมด้วย สาเหตุมักเกี่ยวข้องกับ การเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดและสารเคมีในสมอง CGRP โดยมีปัจจัยกระตุ้น เช่น การพักผ่อนไม่เพียงพอ อาหารบางชนิด หรือความเครียด
     
  • ตำแหน่งของอาการปวด
    เทนชั่น มักปวดบริเวณหน้าผาก ขมับ และท้ายทอย ทั้ง 2 ข้าง เท่า ๆ กัน มาพร้อมๆ กัน บางราย อาจจะมีอาการปวดไปถึงคอและไหล่ได้ เนื่องจาก คนไข้เทนชั่นมักมีกล้ามเนื้อตึงตัวร่วมด้วย ส่วนไมเกรน มักปวดข้างใดข้างหนึ่งนำมาก่อน จะปวดมากที่ขมับ กระบอกตา ร้าวลงไปถึงท้ายทอยได้ ถ้าไมเกรนเป็นนาน ๆ หรือเรื้อรัง ก็อาจจะมีอาการปวด 2 ข้างได้
     
  • อาการร่วม
    ในเทนชั่น มักไม่มีอาการร่วมอื่น ๆ อาจจะมีมึนศีรษะ หรือคลื่นไส้ได้เล็กน้อย ในขณะที่ไมเกรน จะมีอาการร่วมมากมาย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ไวต่อกลิ่น แสงดัง แสงจ้ามาก ๆ และมักมีอาการอ่อนเพลีย เวียนศีรษะร่วมด้วยได้
     
  • สาเหตุและตัวกระตุ้น
    เทนชั่น อาการปวดมักเกิดจาก ความเครียดและกล้ามเนื้อตึงตัว จากการนั่งทำงานนานๆ หรือท่าทางทีไม่เหมาะสม และภาวะอดนอน ในขณะที่ ไมเกรน สาเหตุมักเกี่ยวข้องกับ การเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดและสารเคมีในสมอง CGRP โดยมีปัจจัยกระตุ้นหลายอย่าง ทั้งอากาศ ฮอร์โมน แสง กลิ่น เสียง อาหารบางชนิด รวมไปถึงตัวกระตุ้นแบบเทนชั่ยคือ กล้ามเนื้อตึง การพักผ่อนไม่เพียงพอ และความเครียด
     
  • การรักษา
    การรักษาเทนชั่น และไมเกรน จะแตกต่างกัน โดยเทนชั่น ส่วนใหญ่มักดีขึ้นด้วยการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ปรับท่าทาง และลดความเครียด ปรับการนอนที่เหมาะสม ยกเว้นเคสที่เป็นเรื้อรัง อาจจำเป็นต้องมีการรักษาด้วยยาร่วมด้วย ส่วน ไมเกรน เป็นโรคที่มีความไวของสมองต่อตัวกระตุ้นมากกว่าการปรับพฤติกรรมอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ อาจต้องใช้ยารักษาที่จำเพาะ ดังนั้น หากปวดศีรษะบ่อยจนรบกวนชีวิตประจำวัน ควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับคำแนะนำที่เหมาะสม เพราะถ้าปล่อยทิ้งไว้ หรือรักษาไม่ถูกต้อง ก็อาจนำไปสู่ภาวะปวดหัวเรื้อรังได้ทั้งคู่
ปวดหัวเทนชั่น

เทนชั่นเป็นครั้งคราว Episodic TTH

เทนชั่นเป็นครั้งคราว (Episodic Tension-Type Headache - Episodic TTH) เป็นรูปแบบของ Tension Headache ที่เกิดขึ้นเป็นระยะๆ โดยอาการปวดหัวจะมีระยะเวลา ตั้งแต่ 1-7 วัน และสามารถหายไปได้เองโดยไม่ต้องใช้ยา หากไม่ได้เป็นบ่อยมาก อาการมักไม่รบกวนชีวิตประจำวันมากนัก

อย่างไรก็ตาม หากเริ่มมีอาการถี่ขึ้น ความถี่ของการปวดอาจเพิ่มขึ้นเป็น มากกว่า 7 วันต่อเดือน แต่ยังไม่เกิน 15 วันต่อเดือน ซึ่งในระยะนี้อาจทำให้เริ่มสับสนกับอาการปวดหัวจากความเครียดทั่วไป หรือจากกล้ามเนื้อตึงตัวได้ง่าย

โดยปกติ Episodic TTH ไม่ถือว่าเป็นอาการที่รุนแรง เนื่องจากคนไข้มักไม่ต้องใช้ยาแก้ปวดบ่อย และยังไม่มีความเสี่ยงต่อการติดยาแก้ปวด (Medication Overuse Headache - MOH) อย่างไรก็ตาม หากปล่อยให้เกิดซ้ำๆ หรือไม่ได้แก้ไขพฤติกรรมที่เป็นปัจจัยกระตุ้น อาการอาจมีแนวโน้มที่จะเกิดบ่อยขึ้น และอาจพัฒนาไปเป็น Tension Headache แบบเรื้อรัง (Chronic TTH) ได้

ปวดหัวเทนชั่น

เทนชั่นเรื้อรัง (Chronic TTH)

Chronic TTH เป็นภาวะปวดศีรษะแบบ Tension Headache ที่มีความถี่สูงและยาวนาน โดย มีอาการปวดนานกว่า 15 วันต่อเดือน ติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือนขึ้นไป ซึ่งกลไกการเกิดความปวดเรื้อรัง มักจะคล้าย ๆ ไมเกรน คือ ยิ่งเราปวดหัวบ่อย มีตัวกระตุ้นเยอะ ก็จะทำให้ระบบประสาทและสมองเกิดการเปลี่ยนแปลงของการรับรู้ความเจ็บปวด ทำให้อาการปวดเกิดขึ้นได้เอง แม้ไม่มีตัวกระตุ้น ซึ่งในกลุ่มนี้ อาการปวดมักไม่หายไปเอง ถ้าไม่ได้รับการรักษา  และส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างและการทำงาน  รวมถึงนำไปสู่ภาวะเครียดเรื้อรัง วิตกกังวลได้

ลักษณะอาการของ Chronic TTH

1.อาการปวดจะคล้าย Tension Headache แบบเป็นครั้งคราว (Episodic TTH) คือ ปวดแบบ บีบๆ ตึงๆ ทั่วศีรษะ
2.แต่ ความถี่ของอาการจะสูงมาก อาจปวดแทบทุกวัน หรือมากกว่า 15 วันต่อเดือน
3.อาการปวดอาจไม่รุนแรงจนต้องหยุดกิจกรรม แต่จะทำให้รู้สึก อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า ไม่มีสมาธิในการทำงาน
4.อาการปวดไม่ดีขึ้นเพียงแค่พักผ่อน หรือคลายกล้ามเนื้อ ต้องได้รับการรักษาเพิ่มเติม

การใช้ยาแก้ปวดมากเกินไปและผลกระทบของ จากเทนชั่นแบบเรื้อรัง

คนไข้ Tension Headache  มักใช้ ยาแก้ปวดมากเกินไป โดยเฉพาะยา กลุ่มพาราเซตามอล หรือ NSAIDs (ยาแก้ปวดชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เช่น ไอบูโพรเฟน นาพร็อกเซน) ซึ่งหากใช้เกิน 15 เม็ดต่อเดือน อาจทำให้เกิด ภาวะปวดหัวจากยาแก้ปวดเกินขนาด (Medication Overuse Headache - MOH) ซึ่งเป็นภาวะที่ ปวดศีรษะจากการใช้ยาเอง และอาการปวดอาจรุนแรงขึ้นเมื่อหยุดยาเอง

ปวดหัวเทนชั่น

การรักษาปวดหัวเทนชั่น Tension Headache 

Tension Headache ไม่ใช่แค่โรคปวดศีรษะที่เกิดจากความเครียดหรือกล้ามเนื้อตึงตัวเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับ การเปลี่ยนแปลงของสมอง ทำให้สมองมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นมากขึ้น และอาจนำไปสู่อาการปวดศีรษะเรื้อรังได้ หากมีอาการปวดศีรษะแบบบีบๆ แน่นๆ โดยเฉพาะบริเวณหน้าผากและท้ายทอย ควรลอง ปรับพฤติกรรมเพื่อบรรเทาอาการ

1.การดูแลตัวเองเบื้องต้น

  • ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ – นวดเบาๆ ยืดกล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ หรือนวดกดจุดเพื่อคลายความตึงของกล้ามเนื้อ
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ – การออกกำลังกายช่วยลดความเครียดและปรับสมดุลของระบบประสาท
  • จัดท่าทางให้เหมาะสม – หลีกเลี่ยงการนั่งทำงานหน้าจอหรือใช้โทรศัพท์ในท่าก้มคอนานๆ
  • นอนพักผ่อนให้เพียงพอ – ควรนอนอย่างมีคุณภาพ วันละ 7-9 ชั่วโมง และปรับเวลานอนให้สม่ำเสมอ
  • ลดความเครียด – ใช้วิธีการฝึกสมาธิ เล่นโยคะ หรือทำกิจกรรมที่ช่วยให้ผ่อนคลาย
  • หากอาการไม่ดีขึ้น สามารถลอง กายภาพบำบัดหรือฝังเข็ม ซึ่งช่วยลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อและปรับสมดุลระบบประสาท

2.เมื่อไหร่ควรพบแพทย์?
หากมีอาการ ปวดศีรษะบ่อยขึ้น เกิน 10-15 วันต่อเดือน หรือจำเป็นต้องใช้ยาแก้ปวดบ่อยๆ ควรพบแพทย์เพื่อป้องกัน ภาวะปวดหัวจากยาแก้ปวดเกินขนาด (Medication Overuse Headache - MOH) นอกจากนี้ หากเริ่มมีอาการ วิตกกังวล ซึมเศร้า หรืออาการปวดรบกวนการใช้ชีวิต ก็ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์เฉพาะทาง

3.การรักษาด้วยยาและวิธีอื่นๆ
หากอาการปวดศีรษะเรื้อรังจนรบกวนชีวิต แพทย์อาจพิจารณาใช้ ยาป้องกันอาการปวดหัว เช่น

  • ยาคลายเครียดและยาต้านเศร้า – เช่น Amitriptyline, Nortriptyline, Venlafaxine, Mirtazapine เป็นต้น ซึ่งเป็นยาที่ช่วยปรับสารสื่อประสาท จึงช่วยลดความไวของสมองต่อสิ่งกระตุ้นและลดอาการปวด
  • การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ กายภาพบำบัด เช่น การใช้เครื่องกระตุ้นแม่เหล็กไฟฟ้า ฝังเข็ม และอื่น ๆ จะช่วยลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อ ลดกล้ามเนื้อเกร็ง ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นหลักของเทนชั่น การคลายกล้ามเนื้อ จึงช่วยอาการปวดได้
  • การฉีดโปรแกรมโบท็อกซ์ (Botulinum Toxin Type A) – ในบางกรณีที่อาการปวดเรื้อรังมาก แพทย์อาจใช้โบท็อกซ์ฉีดบริเวณกล้ามเนื้อรอบศีรษะและคอเพื่อลดความตึงของกล้ามเนื้อและยับยั้งการทำให้งานของสารสื่อประสาทที่เกี่ยวข้องกับการเจ็บปวด

นอกจากนี้ การรักษาควร จัดการกับโรคร่วม เช่น ภาวะซึมเศร้า หรือวิตกกังวล ควบคู่ไปกับ การจัดการความเครียด การปรับพฤติกรรม ออกกำลังกาย และนอนพักผ่อนให้เพียงพอ ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสให้อาการดีขึ้น และลดโอกาสที่อาการปวดศีรษะจะกลับมาเป็นซ้ำได้อีก

ปวดหัวเทนชั่น

โปรแกรมโบทูลินั่ม ท็อกซิน รักษาปวดศีรษะเทนชั่นได้

การฉีดโบทูลินั่ม ท็อกซิน (Botulinum toxin type A) หรือ โบท็อกซ์ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการรักษาคนไข้ปวดศีรษะเทนชั่นชนิดเรื้อรัง หากรักษาตามมาตรฐาน เช่น การใช้ยา, กายภาพบำบัด แล้วยังมีอาการปวด เนื่องจากคนไข้กลุ่มนี้ จะมีกล้ามเนื้อบริเวณขมับ หน้าผากและท้ายทอยที่ตึงตัว กดเจ็บ และมีความไวของระบบประสาทมากกว่าปกติ ซึ่งโปรแกรมนี้จะยับยั้งสารสื่อประสาทบริเวณปลายประสาท โดยเฉพาะ Acetylcholine ทำให้กล้ามเนื้อหดตัวไม่ได้ จึงลดภาวะกล้ามเนื้อรอบๆ ศีรษะเกร็งตัว (Pericranial muscle spasm) ในคนไข้เทนชั่นได้  และยังยับยั้งสารสื่อประสาทที่เกี่ยวกับการส่งสัญญาณความปวด จึงทำให้ไวต่อความปวดลดลง

โดยมีการศึกษาที่รวบรวมงานวิจัยถึงผลการรักษาเทนชั่นเรื้อรังด้วยโปรแกรมฉีดโบท็อกซ์ได้ด้วย (https://journals.sagepub.com/doi/epub/10.1177/03331024221150231) พบว่า สามารถช่วยลดความรุนแรงของอาการปวดหัว ความถี่ ระยะเวลาปวดแต่ละครั้งสั้นลง และลดการใช้ยาแก้ปวดได้ 

สำหรับโปรแกรมการฉีดโบท็อกซ์ในการรักษาเทนชั่น จะยังไม่มีตำแหน่งและปริมาณการฉีดที่แน่นอนเหมือนปวดไมเกรน แต่จะปรับตามอาการและตำแหน่งกล้ามเนื้อเกร็งในคนไข้แต่ละท่าน โดยทั่วไป มักจะฉีดบริเวณกล้ามเนื้อหน้าผาก, กล้ามเนื้อขมับ ท้ายทอย และกล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ ปริมาณ 100-150 ยูนิตต่อครั้ง ควบคู่ไปกับการรักษามาตรฐานอื่น ๆ ด้วย เช่น การใช้ยาปรับสารสื่อประสาท การทำกายภาพบำบัด การผ่อนคลายกล้ามเนื้อและความเครียด รวมไปถึงการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยให้อาการค่อย ๆ ดีขึ้นได้ 

โรคปวดศีรษะเทนชั่น เจอได้บ่อยมากและไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดนะคะ แต่หลายท่านที่เป็นเรื้อรัง อาจจะรู้สึกว่าอาการปวดศีรษะก่อให้เกิดความรำคาญ รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพและมักจะส่งผลต่อด้านอารมณ์ จิตใจ ทำให้มีความเครียด วิตกกังวลเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น หากใครมีอาการปวดหัวคล้าย ๆ แบบนี้ เริ่มเป็นบ่อย หรือใช้ยาแก้ปวดเป็นประจำ แนะนำปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง เพื่อการรักษาอย่างถูกต้องอย่างเหมาะสมต่อไปค่ะ

 

ปรึกษาแพทย์ นัดแพทย์ คลิ๊ก

 

ปวดหัวข้างเดียวที่ไม่ใช่ไมเกรน ปวดหัวคลัสเตอร์

 

ปวดหัวข้างเดียวที่ไม่ใช่ไมเกรน ปวดหัวคลัสเตอร์ปวดหัวข้างเดียวที่ไม่ใช่ไมเกรน ปวดหัวคลัสเตอร์