ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

เช็คให้เคลียร์เราเป็นไมเกรน แท้ หรือ เทียม

ทำความรู้จักกันก่อนไมเกรน ไมเกรนคืออะไร?

ไมเกรนเป็นโรคทางสมองที่มีความซับซ้อนและมีลักษณะเฉพาะตัว โดยอาการเด่นชัดคือการปวดศีรษะที่มักเกิดข้างเดียว (Unilateral) อย่างรุนแรง ลักษณะปวดมักเป็นแบบตุ๊บ ๆ (Pulsatile) และมักมีอาการร่วมอื่น ๆ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ไวต่อแสง (Photophobia) ไวต่อเสียงดัง (Phonophobia) หรือไวต่อสิ่งกระตุ้นอื่น ๆ เช่น กลิ่นควันบุหรี่ กลิ่นน้ำหอม อาการปวดอาจเกิดขึ้นเป็นเวลาหลายชั่วโมงจนถึงหลายวัน หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม ไมเกรนอาจส่งผลเสียต่อคุณภาพชีวิตทั้งในด้านร่างกายและจิตใจ อีกทั้งหากปล่อยทิ้งไว้นานโดยไม่รักษา อาการปวดอาจเพิ่มมากขึ้น ปวดถี่ขึ้น และรุนแรงขึ้น จนอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะอื่น ๆ เช่น โรควิตกกังวลหรือภาวะซึมเศร้าได้

ไมเกรนมักถูกเข้าใจผิดบ่อยครั้ง หลายคนเชื่อว่าอาการปวดศีรษะข้างเดียวต้องเป็นไมเกรนเสมอ ทั้งที่ในความเป็นจริง อาการปวดหัวข้างเดียวไม่ได้หมายความว่าจะเป็นไมเกรนทุกครั้ง เพราะยังมีอาการปวดศีรษะอีกประเภทหนึ่งที่พบได้บ่อยและมีลักษณะคล้ายกับไมเกรน นั่นคือ อาการปวดจากกล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ตึงตัว หรือที่เรียกว่า "ไมเกรนเทียม" ซึ่งมักเกิดในกลุ่มคนที่มีภาวะออฟฟิศซินโดรมเพราะมีอาการปวดข้างเดียวอีกแบบหนึ่งที่คนเป็นกันเยอะและยังคล้ายกลับอาการไมเกรนอีกด้วย ก็คือ ปวดจากกล้ามเนื้อคอบ่าไหล่ตึงตัว หรือออฟฟิศซินโดรมนั่นเอง

ไมเกรนเทียม อาการปวดหัวที่หลายคนมักสับสน?

ไมเกรนเทียม คืออาการปวดศีรษะที่มีลักษณะคล้ายไมเกรน เพราะปวดบริเวณขมับและปวดข้างเดียว แต่ไม่ได้เกิดจากไมเกรนโดยตรง โดยส่วนใหญ่มักเกิดจากการปวดกล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า หรือไหล่ที่ตึงตัว มีจุดกดเจ็บของกล้ามเนื้อ (Trigger points) ซึ่งสามารถทำให้เกิดอาการปวดร้าวขึ้นศีรษะ (Referred pain) จนทำให้รู้สึกเหมือนปวดขมับแบบไมเกรน จุดนี้เองที่ทำให้หลายคนเข้าใจผิดและนำไปสู่การรักษาที่ไม่ถูกต้อง เช่น การใช้ยาแก้ปวดที่ไม่เหมาะสม หรือไม่ได้รักษาที่สาเหตุที่แท้จริง

การแยกความแตกต่างระหว่างอาการปวดศีรษะไมเกรนและอาการปวดศีรษะจากกล้ามเนื้อตึงตัวไม่ยาก สามารถสังเกตอาการได้ด้วยตัวเอง สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจลักษณะและรูปแบบของอาการปวดแต่ละประเภทอย่างชัดเจนก่อน ก็จะช่วยให้แยกอาการได้อย่างแม่นยำขึ้น

ลักษณะของอาการการปวดไมเกรน


ลักษณะของอาการการปวดไมเกรน

อาการปวดศีรษะไมเกรนมีลักษณะเฉพาะที่สามารถแยกแยะได้จากอาการปวดศีรษะประเภทอื่น ๆ โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • ลักษณะการปวด: ปวดตุ๊บ ๆ (Pulsatile) คล้ายกับการเต้นของเส้นเลือดหรือจังหวะการเต้นของหัวใจ อาการปวดมักรุนแรงและส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
  • ตำแหน่งการปวด: ส่วนใหญ่อาการปวดจะเกิดขึ้นข้างเดียว (Unilateral) โดยเฉพาะบริเวณขมับ และอาจลามไปถึงท้ายทอย ในบางรายอาจเกิดการปวดสลับข้าง หรือหากเป็นนาน ๆ อาจปวดทั้งสองข้างได้
  • ปัจจัยกระตุ้น: เช่น อากาศร้อน แสงจ้า เสียงดัง กลิ่นฉุน เช่น น้ำหอม ควันบุหรี่ ความเครียด การอดนอน การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน หรืออาหารบางชนิด เช่น ชีส ช็อกโกแลต กาแฟ แอลกอฮอล์ อาหารหมักดอง อาหารแปรรูป
  • อาการร่วม: คลื่นไส้ อาเจียน ไวต่อแสง (Photophobia) หรือเสียง (Phonophobia) บางรายอาจมีสัญญาณเตือนก่อนเกิดอาการปวด (Aura)
  • ระยะเวลา: อาการปวดไมเกรนมักอยู่ในช่วง 4-72 ชั่วโมง
  • รูปแบบการเกิด: อาจเกิดเป็นครั้งคราวหรือเรื้อรัง โดยในกรณีเรื้อรังอาจเกิดบ่อยมากกว่า 15 วันต่อเดือน


ปัจจัยกระตุ้นไมเกรน

สาเหตุการปวดมาจากสมองได้รับปัจจัยกระตุ้นเช่น สภาพอากาศ ฮอร์โมน  ความเครียด อาหาร แสง เสียง อดนอน  ทำให้เกิดการหลั่งสารที่เกี่ยวข้องกับทั้งระบบประสาทและหลอดเลือดในสมอง โดยเฉพาะสาร CGRP ทำให้หลอดเลือดขยายตัวและเกิดการอักเสบจนเกิดเป็นอาการปวดขึ้นมา

ลักษณะของอาการการปวดศีรษะจากกล้ามเนื้อตึงตัว


ลักษณะของอาการการปวดศีรษะจากกล้ามเนื้อตึงตัว

อาการปวดหัวจากกล้ามเนื้อตึงตัว หรือที่มักเรียกกันว่า ออฟฟิศซินโดรม ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกระตุ้นหรือพบร่วมกับอาการปวดหัวแบบเทนชั่น (Tension headache) ได้  ซึ่งมีลักษณะเฉพาะดังนี้

  • ลักษณะการปวด: ปวดตื้อ ๆ แน่น ๆ คล้ายกับมีอะไรมาบีบรัดศีรษะ อาการปวดมักไม่รุนแรง แต่สร้างความรำคาญ
  • ตำแหน่งการปวด: อาจปวดข้างเดียวจากกล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ตึงตัว หรือปวดรอบศีรษะ คล้ายเทนชั่นเฮดแอค (Tension headache)
  • อาการร่วม: รู้สึกเหมือนสมองไม่โล่ง คิดงานไม่ออก ตาหนัก ๆ บางรายอาจมีอาการคลื่นไส้เล็กน้อยแต่ไม่ถึงขั้นอาเจียน
  • สาเหตุและปัจจัยกระตุ้น: มักเกิดจากความเครียด อดนอน กล้ามเนื้อตึงจากการทำงานในท่าเดิมเป็นเวลานาน หรือการใช้สายตานานเกินไป
  • การบรรเทาอาการ: พักผ่อนให้เพียงพอ ปรับพฤติกรรม นวด ยืดกล้ามเนื้อ หรือใช้ยาแก้ปวดทั่วไป เช่น พาราเซตามอล


ปัจจัยกระตุ้นปวดหัวจากกล้ามเนื้อตึงตัว

สาเหตุการปวดร้าวขึ้นศีรษะมักจะเจอในกลุ่มคนที่มีความเครียดสูง อดนอน พักผ่อนไม่เพียงพอ เหนื่อยล้าจากการทำงานหนักและใช้งานกล้ามเนื้อ คอ บ่า ไหล่ มากเป็นเวลานานติดต่อกัน เช่นพนักงานออฟฟิศ หรือการใช้งานท่าทางผิดท่าค่ะ

วิธีการรักษาปวดศีรษะไมเกรน

สำหรับผู้ป่วยไมเกรนที่ยังอยู่ในระยะเริ่มต้นก็สามารถดูแลรักษาได้ด้วยตนเอง พยายามจัดการความเครียด พักผ่อนให้พอ ออกกำลังาย และหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นให้ได้มากที่สุด แต่ถ้าใครเป็นไมเกรนเรื้อรั้งมานานแล้วและอาการปวดหัวค่อนข้างรุนแรง ก็อาจจะต้องเข้ามาปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพิ่อหาวิธีการรักษาให้ถูกต้อง เพราะถ้าปล่อยทิ้งไว้นาน จะยิ่งรักษายากและใช้เวลานาน และอาจจะมีภาวะแทรกซ้อน เช่น วิตกกังวล ซึมเศร้าร่วมด้วย

วิธีการรักษาปวดศีรษะไมเกรน


รักษาไมเกรนระยะเริ่มต้น

ในกรณีที่เป็นไมเกรนและปวดไม่บ่อยมาก ไม่เกิน 4 วันต่อเดือน อาการไม่รุนแรง อาจจะเริ่มจากดูแลตัวเองเบื้องต้น แต่ถ้าเริ่มปวดอย่างสม่ำเสมอทุก ๆ เดือน ก็ควรรีบปรึกษาแพทย์ เพราะยิ่งรักษาเร็ว จะรักษาง่าย ได้ผลดี แต่ป้องกันไม่ให้กลายเป็นไมเกรนเรื้อรังได้ ซึ่งวิธีการรักษาเบื้องต้น ได้แก่ 

  • การปรับพฤติกรรมโดย หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น เช่น ความเครียด อาหารที่กระตุ้นไมเกรน (เช่น ชีสช็อกโกแลต คาเฟอีน แอลกอฮอล์ อาหารแปรรูป อาหารหมักดอง ผงชูรส เป็นต้น) หรือพยายามออกกำลังกาย และพักผ่อนให้เพียงพอ สามารถช่วยลดความถี่ของอาการได้
  • วิตามินเสริม เช่น แมกนีเซียม วิตามินบี 2 หรือโคเอนไซม์ Q10 ซึ่งมีส่วนช่วยลดความถี่และความรุนแรงของอาการไมเกรนได้

ถ้าหากดูแลตัวเองเบื้องต้นแล้ว ยังมีอาการปวดบ่อย ปวดถี่เกินกว่า 4 ครั้งต่อเดือน หรือเริ่มต้องใช้ยาแก้ปวดเป็นประจำ แนะนำปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาไมเกรนด้วยยาป้องกันอย่างเหมาะสม

การรักษาสำหรับไมเกรนเรื้อรัง

ในกรณีที่เป็นไมเกรนเรื้อรังมากกว่า 15 วันต่อเดือน หรือมีอาการปวดศีรษะรุนแรงขึ้น เช่น เริ่มไม่ตอบสนองต่อยาแก้ปวด ต้องใช้ยาแก้ปวดในปริมาณที่มากขึ้น หรือเริ่มปวดเอง แม้ไม่มีตัวกระตุ้น เช่น ปวดศีรษะตอนกลางคืนหรือตื่นนอน  แนะนำให้รีบปรึกษาแพทย์เฉพาะทางระบบประสาทและสมองเพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม เพราะการรักษาไมเกรนเรื้อรังในปัจจุบันมีความก้าวหน้ากว่าการรักษาในอดีตอย่างมาก โดยมียาหรือวิธีการใหม่ ๆ ที่ได้ผลดีขึ้น เช่น

การรักษาสำหรับไมเกรนเรื้อรัง


1.รักษาด้วยการปรับยา

ผู้ป่วยไมเกรนแต่ละคนมีรูปแบบและความรุนแรงของอาการที่แตกต่างกัน ซึ่งการเลือกวิธีการรักษาจะเลือกให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ทั้งการปรับยาป้องกัน ไม่ว่าจะเป็นยาฉีด หรือยารับประทาน รวมไปถึงการให้ความรู้ และการเลือกใช้ยาแก้ปวดอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยลดปัญหาการใช้ยาแก้ปวดมากเกินไป ซึ่งอาจนำไปสู่อาการปวดหัวจากการใช้ยา (Medication Overuse Headache) ที่มักพบบ่อยในผู้ป่วยไมเกรนเรื้อรังอีกด้วย

2.ยาฉีดป้องกันไมเกรน (CGRP Inhibitors)

ยาฉีดรักษาไมเกรน คือ ยาในกลุ่มโมโนโคลนอลแอนติบอดี้ เราเรียกยาฉีดรักษาไมเกรน ในกลุ่มนี้ว่า Anti-CGRP Monoclonal Antibodies หรือ ยาฉีดยับยั้งสาร CGRP
ที่ออกฤทธ์โดยการยับยั้งการทำงานของสาร CGRP อย่างเฉพาะเจาะจง เพื่อลดความถี่ และความรุนแรงของอาการปวดไมเกรนโดยตรง รวมถึงป้องกันการเกิดอาการไมเกรนในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย

ปัจจุบันที่คลินิกมีบริการการรักษาด้วยยาฉีดต้าน CGRP ที่ได้รับการรับรองจาก FDA สหรัฐอเมริกา และ อย.ไทยทั้ง 4 ชนิด ได้แก่ Erenumab (Aimovig), Fremanezumab (Ajovy), Galcanezumab (Pontevia/Emgality) และ Eptinezumab (Vyepti) เพื่อตอบโจทย์ผู้ป่วยไมเกรนที่ต้องการการรักษาอย่างเหมาะสม ครอบคลุมและตรงจุดค่ะ

3.การฉีดโบท็อกซ์ (Botulinum toxin)

โบท็อกซ์ (Botulinum Toxin Type A) ออกฤทธิ์โดยการยับยั้งการทำงานของสาร Acetyle choline จึงช่วยลดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว ซึ่งอาการกล้ามเนื้อเกร็งมักพบร่วมกันในผู้ป่วยไมเกรนประมาณ 50% โดยการคลายกล้ามเนื้อบริเวณรอบศีรษะช่วยลดตัวกระตุ้นไมเกรนได้อีกทางหนึ่ง ทำให้ผู้ป่วยไมเกรนหลายคนมีอาการดีขึ้นอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ โบท็อกซ์ยังทำงานโดยการยับยั้งสารสื่อประสาทที่เส้นประสาทส่วนปลาย ก่อนที่สัญญาณจะถูกส่งเข้าสมอง ส่งผลให้สารเคมีที่เกี่ยวข้องกับไมเกรน เช่น CGRP, Substance P, และ Glutamate ไม่ถูกปล่อยออกมา ซึ่งจะช่วยลดการอักเสบและการขยายตัวของหลอดเลือด จึงช่วยป้องกันอาการปวดศีรษะไมเกรนได้ ถือเป็นการรักษามาตรฐาน ที่ได้รับ FDA approved จากสหรัฐอเมริกา มากว่า 10 ปี

ทั้งนี้ การฉีดโปรแกรมโบท็อกซ์สำหรับไมเกรน ตามงานวิจัย มีจุดฉีดและปริมาณที่จำเพาะ จึงควรทำโดยแพทย์เฉพาะทางด้านระบบประสาทและสมอง เพื่อให้การรักษาได้ผลดีค่ะ

วิธีการรักษาปวดศีรษะจากกล้ามเนื้อตึงตัว (หรือไมเกรนเทียม) ที่ เฮทเอชคลินิก

การรักษาปวดศีรษะจากความตึงตัวของกล้ามเนื้อที่ไม่รุนแรงหรือไม่เรื้อรัง อาจทำได้โดยการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ การนวด หรือการยืดกล้ามเนื้อ ร่วมกับการใช้ยาแก้ปวดทั่วไปเมื่อจำเป็นนะคะ สำหรับกรณีที่มีอาการรุนแรงหรือเรื้อรัง อาจจำเป็นต้องใช้ยาปรับสมดุลสารสื่อประสาท ร่วมกับการทำกายภาพบำบัด เช่น การใช้เครื่องกระตุ้นแม่เหล็กไฟฟ้าผ่านผิวหนัง (Peripheral Magnetic Stimulation,PMS) เพื่อช่วยลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อและกระตุ้นการไหลเวียนเลือดค่ะ หรือในบางท่านที่เป็นเยอะก็สามารถใช้การโปรแกรมโบท็อกซ์ช่วยได้ค่ะ

แม้ว่าปวดศีรษะจากความตึงตัวของกล้ามเนื้อมักไม่เป็นอันตรายร้ายแรง แต่หากมีอาการรุนแรงหรือเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสมนะคะ ทั้งนี้ การรักษาทั้งหมดควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงสุด

สรุปไมเกรนแท้ VS ไมเกรนเทียม


สรุปไมเกรนแท้ VS ไมเกรนเทียม

อ่านมาถึงตรงนี้หลายท่านน่าจะพอเห็นถึงความแตกต่างของทั้ง 2 โรคปวดศีรษะแล้วใช่มั้ยค่ะ ทั้งตัวกระตุ้น ลักษณะอาการ แต่หมอขอสรุปทิ้งท้ายไว้อีกที ปวดหัวไมเกรนจะปวดตุ๊บ ๆ ปวดรุนแรง มีคลื่นไส้ ไวแสง ไวเสียง มีตัวกระตุ้นชัดเจน เช่น แสงแดด อากาศร้อน อาหาร แสง เสียง กลิ่น รอบประจำเดือน ความเครียด อดนอน เป็นต้น แต่ถ้าปวดหัวจากเทนชั่นหรือกล้ามเนื้อตึงตัว จะปวดแบบตื้อๆ แน่นๆ เหมือนมีอะไรมาบับรัด ไม่รุนแรง แต่สร้างความรำคาญ และมักไม่มีตัวกระตุ้นที่ชัดเจน อาจสัมพันธ์กับความเครียด อดนอน การทำงานหนัก

หากใครประสบปัญหา ปวดหัวไม่หาย ทำหลายอย่างมาแล้วก็ไม่ดีขึ้น ลองปรึกษาแพทย์เฉพาะทางอีกครั้งนะคะ เพราะในปัจจุบันการรักษาอาการปวดศีรษะมีหลากหลายวิธีมากๆ ซึ่งแต่ละวิธีสามารถปรับให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละรายได้ การดูแลตัวเองควบคู่ไปกับการรักษาทางการแพทย์ จะช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนและกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติที่สุดค่ะ อย่าพึ่งหมดหวังในการรักษานะคะ

 

 

ปรึกษาแพทย์ นัดแพทย์ คลิ๊ก

 

ปวดหัวข้างเดียวที่ไม่ใช่ไมเกรน ปวดหัวคลัสเตอร์

 

ปวดหัวข้างเดียวที่ไม่ใช่ไมเกรน ปวดหัวคลัสเตอร์ปวดหัวข้างเดียวที่ไม่ใช่ไมเกรน ปวดหัวคลัสเตอร์