ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

ปวดหัวไมเกรน อาการแบบไหน ปวดหัวข้างเดียวใช่ไมเกรนหรือยัง?

ปวดหัวแบบนี้ ใช่ไมเกรนหรือเปล่า?
ไมเกรน เป็นโรคปวดศีรษะที่พบได้บ่อย และหลายคนอาจยังไม่แน่ใจว่าอาการที่ตัวเองกำลังเผชิญอยู่ใช่ไมเกรนจริงหรือไม่ ในบทความนี้ หมอจะพาทุกคนมาทำความเข้าใจลักษณะอาการของไมเกรนทั้งหมดแบบละเอียด เพื่อให้สามารถสังเกตตัวเองเบื้องต้นได้ว่า อาการปวดหัวที่เป็นอยู่นั้นเข้าเกณฑ์ของไมเกรนหรือไม่ เพราะการวินิจฉัยไมเกรน ส่วนใหญ่อ้างอิงจาก “อาการ” เป็นหลัก ดังนั้นยิ่งเราจับสังเกตตัวเองได้แม่นเท่าไร ก็ยิ่งช่วยให้การรักษาตรงจุดมากขึ้นเท่านั้นค่ะ

อาการปวดหัวจากไมเกรน มักมาๆ หายๆ บางครั้งก็เบา บางครั้งก็รุนแรงจนทนไม่ไหว ลักษณะเช่นนี้ทำให้หลายคนสงสัยว่า “เรากำลังมีความผิดปกติของสมองหรือเปล่า?” จนต้องไปตรวจ MRI หรือ CT Scan — แต่ผลกลับ “ปกติ” ทุกอย่าง

แล้วทำไมยังปวดหัวอยู่?
คำตอบคือ โรคไมเกรน เป็นโรคที่วินิจฉัยจาก “อาการ” เป็นหลัก ไม่ได้ตรวจเจอด้วยภาพถ่ายสมอง เพราะฉะนั้นการสังเกตตัวเองให้ดีว่าเรามีลักษณะตรงกับโรคไมเกรนหรือไม่ จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้วินิจฉัยได้แม่นยำมากขึ้น !!

4 สัญญาณ เข้าข่ายเป็นไมเกรน


ในบทความนี้ หมอจะชวนทุกคนลอง "เช็กอาการ" ตัวเองไปพร้อมกันค่ะ ว่าเราเข้าข่ายไมเกรนหรือไม่ โดยทั่วไปแล้วหมอจะเริ่มจากคำถามหลัก ๆ 4 ข้อ 

1. ลักษณะของอาการปวดศีรษะ
ไมเกรน เป็นโรคปวดศีรษะที่มีลักษณะเฉพาะตัวอย่างมาก ถ้าสังเกตดี ๆ จะพบว่าไมเกรนมีรูปแบบการปวดที่แตกต่างจากอาการปวดหัวแบบอื่น ทั้งในเรื่องของ “ลักษณะการปวด”, “ตำแหน่ง”, “ความรุนแรง” และ “ระยะเวลา”

4สัญญาณไมเกรน-03


1.1. ลักษณะการปวด: ตุ้บ ๆ เหมือนชีพจรเต้น
ลักษณะ ปวดไมเกรน ที่ค่อนข้างจำเพาะ “ปวดตุ้บ ๆ” หรือ “เหมือนหลอดเลือดเต้นในหัว” ลักษณะนี้เกิดจากการที่หลอดเลือดในสมองขยายตัว ทำให้รู้สึกถึงจังหวะการเต้นของหลอดเลือดในศีรษะอย่างชัดเจน
บางคนอาจไม่รู้สึกชัดแบบตุ้บ ๆ แต่จะอธิบายว่าเหมือน “มีแรงสั่นบางอย่าง” หรือ “เหมือนมีอะไรเต้นอยู่ในหัว” โดยเฉพาะเวลาเอามือไปแตะที่ขมับจะรู้สึกเส้นเลือดโป่ง และบางรายแตะแล้วรู้สึกเจ็บ

1.2. ตำแหน่ง: มักปวดข้างเดียว
อาการ ปวดไมเกรน มักเริ่มจาก “ข้างเดียว” ก่อนเสมอ — ไม่ว่าจะซ้ายหรือขวา แต่ละคนจะมี “ข้างที่เด่น” ของตัวเอง เช่น ปวดซ้ายบ่อยกว่า หรือขวาชัดเจนกว่า ซึ่งพบในผู้ป่วยถึง 80–90%
ตำแหน่งที่ปวดอาจเริ่มจากท้ายทอย แล้วร้าวขึ้นมาขมับ และกระบอกตา หรือบางรายจะรู้สึกตึงที่ต้นคอก่อน แล้วอาการปวดจะไล่ขึ้นมาเรื่อย ๆ
ถ้าเป็นปวดกล้ามเนื้อ เรามักจะปวดข้างที่กล้ามเนื้อตึง เช่นตึงขวาก็ปวดขวา แต่อาการปวดไมเกรนสามารถสลับข้างได้ และไม่จำเป็นต้องมีความตึงของกล้ามเนื้อร่วมเสมอ

1.3. ความรุนแรง: ปวดจนต้องหยุดกิจกรรม
อาการ ปวดในไมเกรน มีระดับความรุนแรงที่หลากหลาย แต่สิ่งที่แยกไมเกรนออกจากอาการปวดศีรษะทั่วไปคือ “ระดับความรุนแรงที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิต”
ในช่วงเริ่มต้น อาจรู้สึก “ปวดเบา ๆ” พอรำคาญ ยังพอทำกิจกรรมต่อได้ แต่ก็เริ่มรู้สึกไม่สบายตัว พอเป็นหนักขึ้นหรือไม่ได้รักษาอย่างถูกวิธี อาการปวดก็รุนแรงขึ้นได้ซึ่งในระดับนี้ ผู้ป่วยหลายคนไม่สามารถทำงานหรือเรียนต่อได้ ต้องหยุดกิจกรรมทุกอย่าง แล้วหาที่มืด ๆ เงียบ ๆ เพื่อพักผ่อน หรือในบางรายมีอาการ คลื่นไส้ อาเจียน ร่วมด้วยได้เลย

4สัญญาณไมเกรน-04


1.4. ระยะเวลา: ปวดนานหลายชั่วโมงถึง 2–3 วัน
อาการปวดไมเกรนไม่ได้ปวดแบบ “แป๊บเดียวแล้วหาย” แต่จะปวดต่อเนื่องนาน อย่างน้อย 4 ชั่วโมง และบางรายอาจยาวถึง 72 ชั่วโมง โดยเฉพาะถ้าไม่ได้รับยาแก้ปวดที่เหมาะสม คนที่รู้ตัวว่าเป็นไมเกรนแล้ว มักจะรีบกินยาเร็ว ทำให้อาการหายได้เร็วขึ้น (เช่น ภายใน 1 ชม. หลังทานยา) แต่ถ้ายังไม่รู้ และปล่อยให้ปวดนานโดยไม่รักษา อาการจะทรมานมาก และใช้เวลาหลายวันกว่าจะหายสนิท

2. อาการร่วมตอนปวดศีรษะ
ปวดหัวไมเกรน ตุ๊บๆ ปวดหัวข้างเดียว เป็นสิ่งที่หลายคนรู้จักเกี่ยวกับอาการไมเกรน แต่ความจริงแล้วไมเกรนไม่ใช่แค่โรคปวดหัวธรรมดา แต่เป็นกลุ่มอาการที่มักมีอาการอื่นร่วมด้วย ในขณะที่มีอาการปวดศีรษะ เช่น

4สัญญาณไมเกรน-05


1. อาการร่วมที่พบบ่อยที่สุด
คลื่นไส้ อาเจียน
คนไข้ไมเกรนจำนวนมากมักจะมีอาการ “คลื่นไส้” หรือ “รู้สึกผะอืดผะอม” ร่วมกับการปวดหัว บางรายรู้สึกคลื่นไส้นิด ๆ แต่บางคนถ้าอาการรุนแรง หรือปล่อยให้ปวดนานเกินไป โดยไม่รีบทานยาแก้ปวด จะจบลงด้วยการอาเจียนเลยก็มี
ที่น่าสนใจคือ ผู้ป่วยหลายคนบอกว่า “พออาเจียนออกมา แล้วหัวโล่งขึ้นทันที” แสดงว่าอาการอาเจียนมีความสัมพันธ์กับกลไกของไมเกรนโดยตรง

2. ไวต่อแสง / ไวต่อเสียง / ไวต่อกลิ่น
นี่เป็นอีกหนึ่งลักษณะที่พบบ่อยมากในไมเกรน และมีผลต่อคุณภาพชีวิตระหว่างปวดหัวโดยตรง
ไวต่อแสง: คนไข้มักบอกว่า “ตาสู้แสงไม่ได้เลย” แม้จะเป็นแสงธรรมดา เช่นแสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือแสงไฟในออฟฟิศ ก็รู้สึกแสบตา ปวดร้าว ต้องหาที่มืด ๆ อยู่คนเดียว
ไวต่อเสียง: เสียงดัง หรือแม้แต่เสียงคุยธรรมดา ก็อาจรบกวนจนปวดหัวมากขึ้น ผู้ป่วยจึงมักอยาก “อยู่เงียบ ๆ” ระหว่างปวดหัว
ไวต่อกลิ่น: โดยเฉพาะกลิ่นฉุน เช่น น้ำหอม ควันบุหรี่ ควันธูป กลิ่นอาหารมัน ๆ หรือกลิ่นน้ำมัน พอได้กลิ่นเหล่านี้จะรู้สึกเวียนหัว คลื่นไส้ หรือปวดหัวมากขึ้นทันที
หมอพบว่าคนไข้ส่วนใหญ่ที่เป็นไมเกรน จะมีอย่างน้อย “หนึ่งในสามอาการนี้” และถ้ามีมากกว่าหนึ่ง (เช่น คลื่นไส้ + แพ้แสง + แพ้เสียง) ก็ยิ่งน่าจะเข้าเกณฑ์ของไมเกรนมากขึ้น

อาการร่วมอื่น ๆ ที่พบได้ (แต่ไม่บ่อย)
- อาการจากระบบประสาทอัตโนมัติ เช่น หน้าชา ตาแดง น้ำตาไหล ปวดกระบอกตา
 อาการเหล่านี้เกิดจากระบบประสาทอัตโนมัติที่ถูกกระตุ้นมากเกินไป อาจพบได้ในไมเกรนบางราย แต่จะพบชัดในโรคปวดศีรษะชนิดอื่นเช่น “Cluster Headache” มากกว่า
- อาการชา หรือรู้สึกผิดปกติครึ่งซีกของใบหน้า เช่น รู้สึกชาบริเวณแก้ม ปาก หรือบางรายรู้สึกว่าขยับหน้าไม่สมดุล อาการลักษณะนี้หากเกิดร่วมกับการปวดหัว อาจเป็นส่วนหนึ่งของไมเกรนชนิดที่มี “ออร่า” ซึ่งต้องแยกโรคอย่างละเอียด

อาการเหล่านี้จะ “ไม่ปรากฏ” ตอนไม่ได้ปวดหัว
สิ่งสำคัญที่ต้องรู้คือ อาการร่วมเหล่านี้ จะเกิดขึ้นเฉพาะในช่วงที่กำลังปวดไมเกรนเท่านั้น — เวลาปกติที่ไม่มีอาการปวดหัว ผู้ป่วยจะสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไม่ได้ไวต่อแสงหรือเสียงอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้น ถ้าเคยสงสัยว่า "ทำไมตอนปวดหัวถึงต้องปิดไฟ อยู่เงียบ ๆ ไม่ชอบเสียง ไม่ชอบกลิ่น" — นั่นแหละคือหนึ่งในเบาะแสสำคัญว่าอาจกำลังเป็นไมเกรนค่ะ

3. ตัวกระตุ้นไมเกรน
โรคไมเกรนมักไม่ได้ปวดขึ้นมาเฉย ๆ โดยไม่มีสาเหตุ แต่จะมี “ตัวกระตุ้น” (Trigger) ที่ไปกระตุ้นให้สมองหลั่งสารสื่อประสาทผิดปกติ จนเกิดอาการปวดศีรษะขึ้นมา ตัวกระตุ้นนี้ถือว่า “สำคัญมาก” โดยเฉพาะในคนที่เริ่มมีอาการไมเกรนในช่วงแรก ๆ

ในช่วงที่เริ่มเป็นไมเกรนใหม่ ๆ เรามักจะสังเกตได้ว่ามีบางสิ่งกระตุ้นให้ปวดหัวได้ชัดเจน เช่น ออกไปเจอแดดแรง กลิ่นฉุน หรือแม้แต่อดนอน แต่เมื่อเป็นมานานหลายปี อาการจะเริ่มเรื้อรัง จนบางคนตื่นเช้ามาก็ปวดหัวเลย โดยไม่มีตัวกระตุ้นชัดเจนเหมือนเดิม

สิ่งสำคัญคือ ตัวกระตุ้นของแต่ละคน “ไม่เหมือนกัน” บางคนแพ้กลิ่นน้ำหอม บางคนแพ้อาหารบางชนิด บางคนไวต่ออากาศ บางคนมีไมเกรนเฉพาะช่วงมีประจำเดือน ดังนั้น การสังเกตตัวเองว่า “อะไร” เป็นสิ่งกระตุ้นของเราเอง จะช่วยให้ควบคุมโรคได้ดียิ่งขึ้น

4สัญญาณไมเกรน-06


ตัวกระตุ้นที่พบบ่อยในคนไข้ไมเกรน ได้แก่

อากาศและสภาพแวดล้อม
- อากาศร้อนจัด อบอ้าว
- แสงแดดจ้า
- การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิรวดเร็ว เช่น ออกจากที่ร้อนเข้าสู่ห้องแอร์
- ความกดอากาศเปลี่ยน เช่น ก่อนฝนตก (บางคนบอกว่าเหมือนเป็นพยากรณ์อากาศได้เลย)

กลิ่นแรง
- กลิ่นน้ำหอมฉุน
- กลิ่นอาหารแรง ๆ กลิ่นทอด กลิ่นน้ำมัน
- กลิ่นควันบุหรี่ กลิ่นธูป หรือกลิ่นควันจากการจุดไฟ

อาหารบางชนิด
- ชีสบ่ม เนย ช็อกโกแลต
- อาหารแปรรูป เช่น ไส้กรอก แฮม ลูกชิ้น
- อาหารหมักดอง เช่น ปลาร้า
- กาแฟหรือคาเฟอีน (บางคนไม่แพ้ แต่บางคนไวมาก)
- ผลไม้บางชนิด เช่น กล้วยงอมเกินไป หรือผลไม้เปรี้ยวจัดอย่างมะนาว ส้มโอ
- หิวจัดหรืออิ่มเกินไป
- ขาดน้ำ

แอลกอฮอล์
- โดยเฉพาะ “ไวน์แดง” ที่พบว่ากระตุ้นมากที่สุด
- แต่แอลกอฮอล์ทุกชนิดสามารถกระตุ้นได้เช่นกัน

ความเครียดและการอดนอน
- สองสิ่งนี้มักถูกเข้าใจว่าเป็นตัวกระตุ้นไมเกรน แต่จริง ๆ แล้วก็สามารถกระตุ้นโรคปวดหัวชนิดอื่นได้ เช่น Tension Headache
- ถ้าเรามีแค่เครียดกับอดนอนเพียงอย่างเดียว อาจยังไม่สรุปว่าเป็นไมเกรน ต้องดูว่ามีปัจจัยอื่นร่วมด้วยหรือไม่

ฮอร์โมนในผู้หญิง
- ผู้หญิงหลายคนปวดหัวเฉพาะช่วงก่อนมีประจำเดือน 1–2 วัน แล้วอาการจะหายไปเมื่อรอบเดือนมา
- ถ้าเป็นแบบนี้ประจำทุกเดือน อาจเข้าข่าย “ไมเกรนจากรอบเดือน” หรือ Menstrual Migraine

4. อาการนำ และอาการหลังปวดไมเกรน
เวลาพูดถึงไมเกรน หลายคนจะโฟกัสแค่ “ช่วงที่ปวดศีรษะ” เพราะเป็นช่วงที่รู้สึกทรมานและชัดเจนที่สุดแต่จริง ๆ แล้วไมเกรนเป็นโรคที่มีความซับซ้อนมากกว่าแค่การปวดหัวธรรมดา โดยเฉพาะในบางคน จะมีอาการแปลก ๆ เกิดขึ้น ก่อน หรือ หลัง ปวดหัวด้วย ซึ่งช่วยให้หมอใช้วินิจฉัยโรคนี้ได้แม่นยำยิ่งขึ้น

4สัญญาณไมเกรน-07


ไมเกรนสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ระยะใหญ่ ๆ ได้แก่

1. ระยะก่อนปวด (Prodrome)
2. ระยะออร่า (Aura)
3. ระยะปวดศีรษะ (Headache)
4. ระยะหลังปวด (Postdrome)


แต่หมอไม่อยากให้ทุกคนไปนั่งท่องจำ 4 ระยะนี้เหมือนบทเรียนวิชาชีววิทยา เพราะในชีวิตจริง เวลาเราเป็นไมเกรน เราไม่ได้มองว่า “ตอนนี้เราอยู่เฟสไหนแล้ว” หมออยากให้เราฝึกสังเกตตัวเองว่า “มีอะไรเกิดขึ้นก่อน/หลังปวดศีรษะหรือเปล่า?”

อาการนำ (Prodrome)
หลายคนมี “สัญญาณเตือน” ก่อนปวดหัว 1–2 วัน เช่น
- รู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
- ง่วงบ่อย หาวบ่อยผิดปกติ
- ปวดเมื่อยเนื้อตัว เหมือนจะไม่สบาย
- หิวบ่อย กินเยอะกว่าปกติ หรืออยากของหวาน
- ปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ
- บางคนรู้สึกเหมือน “ช่วงก่อนมีประจำเดือน” ทั้งที่ยังไม่ถึงรอบ (แม้แต่ในผู้ชายก็มีอาการลักษณะนี้ได้!)

อาการเหล่านี้อาจเกิดจากสมองส่วนไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) ซึ่งควบคุมการนอนหลับ ความหิว ความอิ่ม และสมดุลของร่างกาย — ถูกกระตุ้นก่อนที่ไมเกรนจะเริ่มจริง ๆ
แปลว่าจริง ๆ แล้ว ไมเกรนไม่ใช่แค่โรคปวดหัว แต่มันคือความผิดปกติที่ซับซ้อนของสมอง (Complex Neurological Disorder)

อาการออร่า (Aura)
อาการนี้พบได้ในไมเกรนบางกลุ่ม โดยเฉพาะ “ไมเกรนที่มีออร่า (Migraine with Aura)”
ส่วนใหญ่ออร่าจะเกิด ก่อนปวดหัวประมาณ 5–60 นาที และเป็นลักษณะเฉพาะที่ช่วยวินิจฉัยได้แม่นยำมาก เพราะไม่ค่อยเจอในโรคอื่น

4สัญญาณไมเกรน-08


อาการออร่าที่พบบ่อย ได้แก่
- Visual aura เห็นแสงผิดปกติ เช่น แสงวูบวาบ แสงแฉก แสงซิกแซก คล้ายสายฟ้าฟาด หรือจุดขาวจ้า
- บางคนอาจเห็นเป็นฝ้าขาวคลุมสายตา หรือเห็นภาพซ้อน
- อาจมีอาการชา หรือพูดติดขัด นึกคำไม่ออกได้ร่วมด้วย (พบได้น้อยกว่าระบบการมองเห็น)

คนที่มีออร่าซ้ำ ๆ มักจะเริ่ม “รู้ทัน” ตัวเองว่า “ถ้าเห็นแสงแบบนี้ อีกแป๊บจะปวดหัวแน่” แต่ถ้าเป็นครั้งแรก จะตกใจมาก เพราะเหมือนมีอะไรผิดปกติกับสมองหรือดวงตา หมอมักเจอคนไข้ที่เคยไปหาหมอตาก่อน เพราะคิดว่าเป็นตา แต่จริง ๆ แล้วเป็นไมเกรนที่มีออร่า

อาการหลังปวด (Postdrome)
หลังไมเกรนหายแล้ว บางคนยังรู้สึกไม่ปกติอีกหลายวัน เช่น
- ปวดศีรษะแบบ “เจ็บช้ำ” คล้ายศีรษะโดนกระแทก
- หนังศีรษะไวต่อการสัมผัส หวีผมแล้วเจ็บ
- ยังรู้สึกมึน ๆ เหนื่อยล้า สมองตื้อ ทำงานไม่เต็มที่
- ปวดเมื่อยตามตัว หรือรู้สึกเหมือนหมดแรง

4สัญญาณไมเกรน-09


แล้วเราควรทำตัวยังไง ถ้าเราเป็นไมเกรน?
มาจนถึงตรงนี้ แล้วรู้สึกว่าอาการปวดหัวของเราน่าจะเข้าเค้าหลายข้อที่หมอเล่ามา ไม่ว่าจะเป็นลักษณะการปวด อาการร่วม อาการก่อน-หลังปวด หรือมีตัวกระตุ้นชัดเจน นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าเรากำลังเผชิญกับ “ไมเกรน” อยู่โดยไม่รู้ตัวก็ได้ค่ะ สำหรับคนที่เป็นไมเกรน ไม่บ่อยมาก เช่น
- ปวดไม่เกิน เดือนละ 4 ครั้ง
- กินยาแก้ปวดแล้วอาการยังดีขึ้น
- ยังไม่ได้ใช้ยาแก้ปวดบ่อยเกินไป

กลุ่มนี้ยังสามารถ ดูแลตัวเองเบื้องต้นได้ ค่ะ อาจลองเข้ามาปรึกษาแพทย์เพื่อยืนยันว่าใช่ไมเกรนหรือไม่ และรับคำแนะนำเรื่องการปรับพฤติกรรม เช่น การหลีกเลี่ยงตัวกระตุ้น การนอน การออกกำลังกาย และการกินยาที่เหมาะสมแต่ถ้าใครเริ่ม ปวดบ่อยขึ้น จนกระทบกับชีวิตประจำวัน เช่น
- ปวดมากกว่า เดือนละ 4-5 ครั้ง
- ต้องพึ่งยาแก้ปวด เกิน 10 เม็ดต่อเดือน
- เริ่มรู้สึกว่าแค่เจอแสง เสียง หรือกลิ่นก็ปวดหัวขึ้นมาทันที
- ใช้ชีวิตยากขึ้น ร่างกายไม่ฟื้นตัว หรืออาการลากยาวหลายวันต่อครั้ง

กลุ่มนี้ควรพบแพทย์เฉพาะทางระบบประสาททันทีค่ะ
เพราะอาจเข้าข่าย “ไมเกรนเรื้อรัง” ซึ่งหากปล่อยไว้นาน อาการจะยิ่งเรื้อรังมากขึ้น มีโอกาสพัฒนาไปถึงภาวะ “ปวดหัวจากการใช้ยาเกินขนาด (Medication-overuse Headache)” และยิ่งรักษายากในอนาคต

ปัจจุบันไมเกรนสามารถรักษาได้หลายวิธี ทั้ง
- ยากลุ่มเฉพาะของไมเกรน ทั้ง ยารับประทานแบบป้องกัน
- ฉีดโปรแกรมโบท็อกซ์ไมเกรน
- ยาฉีดกลุ่มใหม่ ๆ เช่น Anti-CGRP
- การทำกายภาพบำบัดลดอาการปวด
- หรือการรักษาเฉพาะบุคคลร่วมกับการดูแลพฤติกรรม

หมออยากชวนให้ทุกคน “สังเกตตัวเอง” ให้มากขึ้นค่ะ
 เวลาปวดศีรษะ ลองถามตัวเองว่า
- ปวดแบบไหน?
- บ่อยแค่ไหน?
- มีกระตุ้นอะไร?
- มีอาการก่อนหรือหลังปวดไหม?

การเล่าอาการให้ละเอียด จะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยได้แม่นยำ และเลือกแนวทางรักษาที่เหมาะกับเราที่สุดค่ะ

หมอเคยอธิบายไว้ในวิดีโอ “สรุป 4 อาการไมเกรน” ไว้แบบละเอียด บนช่อง
 “คุยเรื่องสมองกับหมอนุ่ม” ใครที่กำลังสงสัยว่าอาการปวดหัวของตัวเองใช่ไมเกรนหรือเปล่า หรือมีคนรอบข้างที่เป็นไมเกรน ลองส่งคลิปนี้ให้ฟังกันดูนะคะ ฟังไปพร้อมกันแบบยาว ๆ เข้าใจง่ายแน่นอนค่ะ