ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

ปวดหัวไมเกรน วิธีแก้ให้ตรงจุด 5 ขั้นตอนรักษาไมเกรน อย่างถูกต้อง

ไมเกรนคืออะไร? ปวดหัวแบบไหนเรียกว่าไมเกรน

ไมเกรนเป็นโรคปวดศีรษะที่เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง ที่ไวต่อการกระตุ้นผิดปกติ ส่งผลให้เกิดการหลั่งสาร CGRP ซึ่งทำให้หลอดเลือดขยายตัว เกิดการอักเสบและกระตุ้นความเจ็บปวด

ลักษณะอาการของไมเกรน
●ปวดศีรษะข้างเดียว ปวดแบบตุ๊บ ๆ เหมือนเส้นเลือดเต้น (pulsatile pain)
●ปวดรุนแรง หรือปวดระดับปานกลาง
●มีคลื่นไส้ อาเจียน ร่วมด้วย
●แพ้แสง แพ้เสียง (กลัวแสง กลัวเสียง)
●อาจมีอาการทางระบบประสาท เช่น เห็นแสงวิบวับก่อนปวดหัว (aura)
●ระยะเวลาปวด ตั้งแต่ 4-72 ชั่วโมง (ปวดต่อเนื่องได้ถึง 3 วัน)
ถ้าปวดหัวเกิน 15 วันต่อเดือน นานเกิน 3 เดือน ร่วมกับอาการข้างต้น ถือว่าเข้าข่ายไมเกรนเรื้อรังแล้วค่ะ

สาเหตุของไมเกรน: ไมเกรนไม่ได้มีแค่สาเหตุเดียว แต่เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น
● พันธุกรรม: ถ้าพ่อหรือแม่เป็นไมเกรน ลูกมีโอกาสเป็นสูงถึง 50%
● ฮอร์โมน: โดยเฉพาะในผู้หญิงที่ฮอร์โมนเอสโตรเจนเปลี่ยนแปลงระหว่างรอบเดือน
● ระบบประสาทไวเกิน: ทำให้ตอบสนองต่อสิ่งเร้าเล็กน้อยเกินปกติ

ตัวกระตุ้นที่พบบ่อย
● การนอนหลับไม่เพียงพอ หรือเปลี่ยนเวลานอนบ่อย
● ความเครียดทางอารมณ์
● อดอาหาร หรือกินอาหารไม่ตรงเวลา
● อาหารบางชนิด เช่น คาเฟอีน ช็อกโกแลต ชีส แอลกอฮอล์ อาหารหมักดอง
● การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศหรือความดันบรรยากาศ
● แสงจ้า กลิ่นแรง หรือเสียงดัง
● การรู้จักสาเหตุและตัวกระตุ้นที่เฉพาะกับตัวเอง จะช่วยในการป้องกันและควบคุมไมเกรนได้ดีขึ้นค่ะ

5 วิธี แก้ปวดหัวไมเกรน
ไมเกรนไม่ใช่โรคที่รักษาได้ด้วยการกินยาเพียงอย่างเดียวเสมอไปนะคะ บางคนอาจจะกินยาแก้ปวดแล้วอาการดีขึ้น แต่ในผู้ป่วยที่เป็นมานาน เป็นไมเกรนเรื้อรัง หรือไม่ตอบสนองต่อยา การรักษาจำเป็นต้องผสมผสานหลายวิธีเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการปรับพฤติกรรม การใช้ยาป้องกัน หรือแม้กระทั่งการดูแลสุขภาพจิตควบคู่กันไปด้วยค่ะ

กินยาให้ถูก เลือกยาให้เหมาะกับไมเกรน


1.กินยาให้ถูก เลือกยาให้เหมาะกับไมเกรน
หลายคนเข้าใจว่าไมเกรนแค่กินยาแก้ปวดเป็นครั้ง ๆ ก็พอ แต่ความจริงแล้ว การใช้ยาแก้ปวดเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอสำหรับผู้ที่มีอาการปวดบ่อยหรือเรื้อรัง โดยเฉพาะไมเกรนที่รบกวนชีวิตประจำวัน ควรพิจารณาการใช้ยาป้องกันร่วมด้วยค่ะ

ยารักษาไมเกรนแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ
● ยาระงับอาการปวด (Acute treatment): ใช้เมื่อต้องการบรรเทาอาการขณะปวด เช่น Triptans, NSAIDs, หรือยากลุ่มใหม่ Gepants
● ยาป้องกันไมเกรน (Preventive treatment): เหมาะสำหรับผู้ที่มีไมเกรน >4 ครั้ง/เดือน หรือมีอาการรุนแรง ยากลุ่มนี้ใช้เป็นประจำเพื่อลดความถี่และความรุนแรงของไมเกรน เช่น
૦ ยากันชัก: topiramate, valproate
૦ ยาลดความดันโลหิต: propranolol
૦ ยาต้านซึมเศร้า: amitriptyline
૦ ยาฉีด Anti-CGRP: erenumab, fremanezumab, galcanezumab, eptinezumab (กลุ่มยาฉีด เป็นยาใหม่ที่เฉพาะเจาะจงกับการรักษาไมเกรน มีผลข้างเคียงน้อยกว่ากลุ่มอื่น และได้ผลที่ดีกว่า เหมาะกับท่านที่ใช้ยากินไม่ได้ผล หรือทนผลข้างเคียงไม่ไหวค่ะ)

หากใครปวดไมเกรนบ่อย ๆ หรือรุนแรง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาการใช้ยาป้องกันไมเกรนร่วมด้วยนะคะ

● ยาระงับอาการปวด (Acute treatment): ใช้เมื่อต้องการบรรเทาอาการขณะปวด
● ยาป้องกันไมเกรน (Preventive treatment): ใช้เป็นประจำเพื่อลดความถี่และความรุนแรงของไมเกรน

สำหรับการเลือกใช้ยาแก้ปวดก็ต้องเฉพาะเจาะจงกับโรคไมเกรน เพราะไมเกรนมักไม่ตอบสนองต่อยาแก้ปวดทั่วไป อย่างพาราเซตามอล โดยเฉพาะในผู้ที่ปวดมาก ปวดเรื้อรัง หรือมีอาการร่วม เช่น คลื่นไส้ แพ้แสง ก็ควรจะใช้ยาที่เจาะจงกับไมเกรนมากกว่าค่ะ

ตัวอย่างยาที่ใช้เฉพาะเจาะจงกับไมเกรน ได้แก่
● NSAIDs (เช่น ibuprofen, naproxen): ลดการอักเสบและอาการปวดได้ดี
● Triptans (เช่น sumatriptan, eletriptan): ออกฤทธิ์เฉพาะต่อไมเกรน เหมาะกับอาการปวดปานกลางถึงรุนแรง
● Ergots (เช่น ergotamine, dihydroergotamine): มีฤทธิ์ต่อหลอดเลือดโดยตรง ใช้ในผู้ที่ใช้ Triptans ไม่ได้
● Gepants (เช่น rimegepant): เป็นยากลุ่มใหม่ที่สามารถใช้ได้ทั้งในช่วงปวดและเพื่อป้องกัน ไม่ทำให้เกิดการติดยา และปลอดภัยต่อผู้ที่เสี่ยงต่อภาวะติดยาแก้ปวด แต่ปัจจุบันยังมีราคาค่อนข้างสูง

⚠️ ข้อควรระวัง: การใช้ยาเกิน 10-15 เม็ด/เดือน โดยเฉพาะ Triptans, Ergots หรือ NSAIDs อาจนำไปสู่ภาวะปวดศีรษะจากการใช้ยาเกินขนาด (Medication Overuse Headache: MOH) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ไมเกรนเรื้อรังและรักษายากขึ้นได้ค่ะ

สิ่งสำคัญที่สุดคือ ก่อนเริ่มใช้ยาเฉพาะทางใด ๆ ควรได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นไมเกรนอย่างแท้จริงโดยแพทย์ และได้รับคำแนะนำเรื่องการใช้ยาอย่างถูกต้องจากแพทย์หรือเภสัชกร ไม่แนะนำให้ซื้อยากินเองหากยังไม่เคยได้รับการประเมินอย่างเหมาะสม เพราะอาจเกิดผลข้างเคียง หรือทำให้การรักษาในอนาคตซับซ้อนมากขึ้นค่ะ

พาราเซตามอล (Paracetamol)


1.1 พาราเซตามอล (Paracetamol) ไม่เหมาะกับการรักษาอาการปวดจากไมเกรน แต่อาจได้ผลบ้างในท่านที่เป็นไมเกรนแบบเล็กน้อยมากๆ 
- ควรรับประทาน ครั้งละ 1 เม็ด (500 มก.) ทุก 4-6 ชั่วโมง
- ห้ามรับประทานเกิน 8 เม็ดต่อวัน (4,000 มก.) เพราะอาจเป็นพิษต่อตับ
- ผู้ที่มีน้ำหนักเกิน 65 กก. สามารถรับประทานครั้งละ 2 เม็ดได้ แต่ต้องไม่เกินขนาดที่กำหนด

ยาในกลุ่ม NSAIDs


1.2 ยาในกลุ่ม NSAIDs
ยาในกลุ่ม NSAIDs (Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drugs) เช่น ibuprofen, naproxen  เป็นยาที่นิยมใช้ในการบรรเทาอาการปวดไมเกรน เพราะหาซื้อได้ง่าย แต่ก็มีข้อควรระวังหลายอย่างค่ะ
- ผลกระทบต่อกระเพาะอาหารและลำไส้ : NSAIDs อาจระคายเคืองกระเพาะอาหาร ทำให้เกิด แผลในกระเพาะอาหาร หรือภาวะเลือดออกในทางเดินอาหาร
- ผลกระทบต่อไต : การใช้ NSAIDs ในระยะยาว อาจส่งผลต่อ การทำงานของไต โดยเฉพาะในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคไตอยู่แล้ว
- ผลกระทบต่อหัวใจและระบบหลอดเลือด : ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงหรือโรคหัวใจ ควรระมัดระวัง เนื่องจาก NSAIDs อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาหัวใจและหลอดเลือด
  แนะนำ: ควรใช้ยาในขนาดที่เหมาะสมและไม่ควรใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน

การใช้ยา NSAIDs อย่างปลอดภัย
ไม่ควรใช้ NSAIDs เกิน 15 เม็ดต่อเดือน เพื่อลดความเสี่ยงของภาวะติดยาแก้ปวด (MOH) ซึ่งอาจทำให้อาการปวดไมเกรนแย่ลงหากใช้ NSAIDs แล้วอาการไมเกรนยังไม่ดีขึ้น หรือมีอาการไมเกรนเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาทางเลือกการรักษาที่เหมาะสมค่ะ

ยาแก้ปวดไมเกรน กลุ่ม Ergots


1.3 ยาแก้ปวดไมเกรน กลุ่ม Ergots 
ยากลุ่ม ergots อย่าง ergotamine, dihydroergotamine ลดปวดไมเกรนโดยการไปลดการขยายตัวของหลอดเลือดโดยตรง ออกฤทธิ์ค่อนข้างเร็ว (ใน 15-30 นาที) หลังทานเสร็จก็ดีขึ้นเลย คนไข้ที่เริ่มเป็นใหม่ ๆ จึงรู้สึกชอบยากลุ่มนี้ เวลาไปร้านขายยาก็มักจะได้ยากลุ่มนี้ค่ะ แต่ก็เช่นเดียวกับยาไมเกรนอื่น ๆ คือต้องใช้อย่างระมัดระวัง เพราะก็มีผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยเช่นกันค่ะ

ข้อควรระวังในการใช้ยา Ergots
1.ผลกระทบต่อระบบหลอดเลือดและหัวใจ ยา Ergots ทำให้หลอดเลือดหดตัว ซึ่งอาจส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ลดลง กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวัง:ผู้ที่มี โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง หรือความดันโลหิตสูง อาจทำให้เกิดอาการ ชามือชาเท้า ในบางราย
2.ผลกระทบต่อไต การใช้ Ergots เป็นเวลานาน อาจส่งผลกระทบต่อ การทำงานของไต  แนะนำ: ผู้ที่มีโรคไตควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาในกลุ่มนี้
3.ภาวะ Ergotism และ MOH (Medication Overuse Headache) การใช้ยา Ergots มากเกินไป อาจทำให้เกิด Ergotism ซึ่งเป็นภาวะที่หลอดเลือดหดตัวรุนแรง และทำให้เกิด ปวดศีรษะจากการใช้ยาเกินขนาด (MOH) จึงแนะนำว่าห้ามใช้ยานี้เกิน 10 เม็ดต่อเดือน

การใช้ยา Ergots อย่างปลอดภัย
ไม่ควรใช้ยา Ergots เกิน 10 เม็ดต่อเดือน เพื่อลดความเสี่ยงของ ภาวะติดยาแก้ปวด MOH หากเป็นผู้สูงอายุ มีโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง หรือโรคไต ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาด้วยค่ะ

ยาในกลุ่มทริปแทน (Triptans)


1.4 ยาในกลุ่มทริปแทน (Triptans)
ยาในกลุ่มทริปแทน เช่น sumatriptan, rizatriptan, eletriptan, zolmitriptan เป็นยาแก้ปวดเฉพาะทางที่ออกฤทธิ์โดยการลดการอักเสบและทำให้หลอดเลือดในสมองหดตัว ซึ่งเป็นกลไกที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับอาการไมเกรน จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการไมเกรนปานกลางถึงรุนแรง หรือผู้ที่ไม่ตอบสนองต่อยาแก้ปวดทั่วไป

หลายคนที่เคยใช้ยาในกลุ่มเออร์ก็อต (Ergots) มาก่อน มักจะหันมาใช้ยาในกลุ่มนี้ เพราะผลข้างเคียงทางหลอดเลือดน้อยกว่า และสามารถคุมอาการปวดได้นานถึง 24 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม หากใช้บ่อยเกินไป ประสิทธิภาพอาจลดลง เช่น ควบคุมอาการปวดได้เพียง 8-12 ชั่วโมงในบางราย

ข้อควรระวังในการใช้ยา Triptans:
1.ห้ามใช้ร่วมกับยาในกลุ่มเออร์ก็อต (ergotamine หรือ dihydroergotamine) ภายในเวลา 24 ชั่วโมง เพราะอาจทำให้หลอดเลือดหดตัวมากเกินไปจนเกิดผลข้างเคียงรุนแรง
2.ผู้ที่มีโรคหัวใจ หลอดเลือดสมอง หรือความดันโลหิตสูง ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะแม้ผลกระทบต่อหลอดเลือดของ triptans จะน้อยกว่ากลุ่มเออร์ก็อต แต่ก็ยังอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจและหลอดเลือดได้ โดยเฉพาะถ้าใช้ยาในขนาดที่มากเกินไป
3.หลีกเลี่ยงการใช้ยาเกิน 10-15 เม็ดต่อเดือน เพื่อป้องกันการเกิดภาวะปวดศีรษะจากการใช้ยาเกินขนาด (Medication Overuse Headache - MOH)

หากใช้ยาแล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือใช้ยาเกินบ่อยครั้ง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาการรักษาเพิ่มเติม เช่น การใช้ยาป้องกันไมเกรนหรือการรักษาด้วยยาฉีด anti-cgrp ด้วยค่ะ

ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต


2.ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเป็น วิธีลดอาการไมเกรนอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากไมเกรนมักถูกกระตุ้นจากปัจจัยภายนอก เช่น ความเครียด การนอนดึก อาหารที่ไม่เหมาะสม และ สิ่งแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย

6 พฤติกรรมที่ช่วยลดความถี่ของไมเกรน

1.กินอาการให้ถูก หลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นตัวกระตุ้นไมเกรน
เช่น อาหารแปรรูป (ไส้กรอก แฮม) ช็อกโกแลต คาเฟอีน อาหารหมักดอง ผงชูรส สารให้ความหวานเทียม หรือแอลกอฮอล์
2.นอนหลับให้เพียงพอ ควรนอนหลับให้ได้ 7-8 ชั่วโมงต่อคืน และหลีกเลี่ยงการนอนดึกหรือตื่นสาย
3.หลีกเลี่ยงสิ่งแวดล้อมที่เป็นตัวกระตุ้นไมเกรนได้ง่าย เช่น ที่แสงจ้ามากๆ เสียงดังมากๆ หรือมีกลิ่นที่รุนแรง จนกระตุ้นอาการปวดหัว
4.ออกกำลังกายเป็นประจำ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ: เลือกการออกกำลังกายที่ไม่หนักเกินไป เช่น การเดิน วิ่งจ็อกกิ้ง หรือว่ายน้ำ เพื่อช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและลดความเครียด
5.จัดการความเครียด ใช้วิธีผ่อนคลาย เช่น การทำสมาธิ หรือโยคะ เพื่อช่วยลดความเครียดที่อาจกระตุ้นไมเกรน
6.หาวิตามินเสริม เช่น วิตามินบี 2 แมกนิเซียม หรือ โคแอนไซน์ Q10 ที่มีลงงานวิจัยว่าสามารถช่วยในผู้ป่วยไมเกรนได้ หากใช้ในประมาณที่เหมาะสมและถูกวิธี

จดบันทึกอาการไมเกรน


3.จดบันทึกอาการไมเกรน
การจดบันทึกช่วยให้คุณและแพทย์สามารถวิเคราะห์สาเหตุและพฤติกรรมที่กระตุ้นอาการไมเกรนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เห็นอาการของตัวเองชัดเจน บันทึกการใช้ยาป้องกันการติดยา และทำให้แพทย์รักษาได้ง่ายยิ่งขึ้น

สิ่งที่ควรบันทึก
ความถี่ของอาการปวด: เช่น จำนวนวันในแต่ละเดือนที่คุณมีอาการไมเกรน
ปริมาณและชนิดของยาแก้ปวดที่ใช้: เพื่อป้องกันการใช้ยาเกินขนาด
ปัจจัยกระตุ้นอาการ: เช่น อาหาร แสงแดด อากาศเปลี่ยนแปลง ความเครียด
อาการร่วม: เช่น วิงเวียน ชามือ หรืออ่อนแรง

ตัวอย่างการจดบันทึก

"ยิ่งจดละเอียดมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งดีต่อการรักษา"


หนึ่งอาทิตย์ปวดไปแล้วกี่วัน ? หนึ่งเดือนใช้ยาไปมากแค่ไหน ? สิ่งเหล่านี้เป็นประโยชน์ต่อหมอมากๆ ในการรักษา ซึ่งการจดบันทึกจะช่วยให้เราเห็นภาพรวมทั้งหมดว่าตัวเองเป็นเป็นไมเกรนอยู่ในระดับไหน เข้าข่ายไมเกรนเรื้อรังแล้วรึยัง และมีภาวะติดยาแก้ปวดหรือไม่

ตัวอย่างการจดบันทึก


สิ่งที่ควรบันทึกในไดอารี่ไมเกรน

1.ความถี่ของอาการปวดหัว

 - จำนวนครั้งที่มีอาการในแต่ละสัปดาห์ หรือแต่ละเดือน
 - ปวดหัว ข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง
 - ระดับความรุนแรงของอาการ (เล็กน้อย ปานกลาง หรือรุนแรง)

2.ปริมาณและชนิดของยาแก้ปวดที่ใช้ (รายละเอียดของยาแก้ปวดที่รับประทาน)
- ชื่อยา เช่น พาราเซตามอล, ไอบูโพรเฟน, ทริปแทน
- ปริมาณที่ใช้ และความถี่ในการรับประทาน
- ประสิทธิภาพของยา – ใช้แล้วช่วยลดอาการได้หรือไม่

3.ปัจจัยกระตุ้นไมเกรน
- อาหารหรือเครื่องดื่มที่บริโภคก่อนเกิดอาการ
- สภาพอากาศที่อาจมีผล เช่น อากาศร้อนจัด อากาศเปลี่ยนแปลง
- พฤติกรรม เช่น การนอนดึก ความเครียด การออกกำลังกายหนักเกินไป

4.อาการร่วมที่เกิดขึ้น
- คลื่นไส้ อาเจียน
- ไวต่อแสง ไวต่อเสียง
- รู้สึกอ่อนเพลีย หรือมีอาการชาตามร่างกาย

การบันทึกอาการปวดอย่างละเอียดช่วยให้หมอสามารถประเมินลักษณะของอาการและหาวิธีการรักษาที่เหมาะสม !!

การบันทึกอาการปวดอย่างละเอียดช่วยให้หมอสามารถประเมินลักษณะของอาการและหาวิธีการรักษาที่เหมาะสม !!


ความรู้สึกของตัวเองสำคัญที่สุด 
เริ่มด้วยคำถามง่ายๆ รู้สึกอย่างไรเขียนลงไปอย่างนั้น
1.ก่อนจดบันทึกอาการของคุณเป็นอย่างไรบ้าง ?
2.อาการปวดกระทบชีวิตประจำวันอย่างไรบ้าง ?
3.เป้าหมายในการรักษา ?

เพราะสภาพจิตใจของผู้ป่วยไมเกรนเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้นๆ ของการรักษา ไมเกรนจึงไม่ได้เป็นแค่โรคทางกายภาพ แต่ยังเกี่ยวข้องกับสภาพจิตใจของผู้ป่วยอย่างลึกซึ้ง อาการปวดหัวที่รุนแรงและเอาแน่เอานอนไม่ได้ สามารถสร้างความเครียดและวิตกกังวล ซึ่งอาจทำให้วงจรของไมเกรนแย่ลงไปอีก การเข้าใจและดูแลสภาพจิตใจจึงเป็นส่วนสำคัญในการรักษาไมเกรนอย่างมีประสิทธิภาพ การสร้างสมดุลระหว่างสุขภาพกายและจิตใจจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาไมเกรนอย่างยั่งยืนเลยค่ะ

เลือกการรักษาที่ถูกต้องภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทาง


4. เลือกการรักษาที่ถูกต้องภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทาง

1.รักษาด้วยการปรับยา
ผู้ป่วยไมเกรนแต่ละคนมีรูปแบบและความรุนแรงของอาการที่แตกต่างกัน ซึ่งการเลือกวิธีการรักษาจะเลือกให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ทั้งการปรับยาป้องกัน ไม่ว่าจะเป็นยาฉีด หรือยารับประทาน รวมไปถึงการให้ความรู้ และการเลือกใช้ยาแก้ปวดอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยลดปัญหาการใช้ยาแก้ปวดมากเกินไป ซึ่งอาจนำไปสู่อาการปวดหัวจากการใช้ยา (Medication Overuse Headache) ที่มักพบบ่อยในผู้ป่วยไมเกรนเรื้อรังอีกด้วย

2.ยาฉีดป้องกันไมเกรน (CGRP Inhibitors)
ยาฉีดรักษาไมเกรน คือ ยาในกลุ่มโมโนโคลนอลแอนติบอดี้ เราเรียกยาฉีดรักษาไมเกรน ในกลุ่มนี้ว่า Anti-CGRP Monoclonal Antibodies หรือ ยาฉีดยับยั้งสาร CGRP
ที่ออกฤทธิ์โดยการยับยั้งการทำงานของสาร CGRP อย่างเฉพาะเจาะจง เพื่อลดความถี่ และความรุนแรงของอาการปวดไมเกรนโดยตรง รวมถึงป้องกันการเกิดอาการไมเกรนในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย 

ปัจจุบันมียาฉีดต้าน CGRP ที่ได้รับการรับรองจาก FDA สหรัฐอเมริกา และ อย.ไทยทั้ง 4 ชนิด ได้แก่ Erenumab , Fremanezumab , Galcanezumab และ Eptinezumab เพื่อตอบโจทย์ผู้ป่วยไมเกรนที่ต้องการการรักษาอย่างเหมาะสม ครอบคลุม และตรงจุดค่ะ 

3.การฉีดโปรแกรมโบท็อกซ์ (Botox)
โปรแกรมฉีดโบท็อกซ์ (Botulinum Toxin Type A) ออกฤทธิ์โดยการยับยั้งการทำงานของสาร Acetyle choline จึงช่วยลดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว ซึ่งอาการกล้ามเนื้อเกร็งมักพบร่วมกันในผู้ป่วยไมเกรนประมาณ 50% โดยการคลายกล้ามเนื้อบริเวณรอบศีรษะช่วยลดตัวกระตุ้นไมเกรนได้อีกทางหนึ่ง ทำให้ผู้ป่วยไมเกรนหลายคนมีอาการดีขึ้นอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ โบท็อกซ์ยังทำงานโดยการยับยั้งสารสื่อประสาทที่เส้นประสาทส่วนปลาย ก่อนที่สัญญาณจะถูกส่งเข้าสมอง ส่งผลให้สารเคมีที่เกี่ยวข้องกับไมเกรน เช่น CGRP, Substance P, และ Glutamate ไม่ถูกปล่อยออกมา ซึ่งจะช่วยลดการอักเสบและการขยายตัวของหลอดเลือด จึงช่วยป้องกันอาการปวดศีรษะไมเกรนได้ ถือเป็นการรักษามาตรฐาน ที่ได้รับ FDA approved จากสหรัฐอเมริกา มากกว่า 10 ปี

ทั้งนี้ การฉีดโปรแกรมโบท็อกซ์สำหรับไมเกรน ตามงานวิจัย มีจุดฉีดและปริมาณที่จำเพาะ จึงควรทำโดยแพทย์เฉพาะทางด้านระบบประสาทและสมอง เพื่อให้การรักษาได้ผลดีค่ะ

รักษาโรคร่วมที่เกี่ยวข้อง


5. รักษาโรคร่วมที่เกี่ยวข้อง
ไมเกรนไม่ได้เป็นปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นโดด ๆ แต่มีแนวโน้มที่จะสัมพันธ์กับโรคหรืออาการอื่น ๆ ที่อาจส่งผลให้ไมเกรนมีความรุนแรงขึ้นหรือเกิดขึ้นบ่อยขึ้น ได้แก่:

1.ความเครียดและภาวะซึมเศร้า
คนที่มีไมเกรนเรื้อรังมักมีปัญหาทางด้านอารมณ์ร่วมด้วย โดยเฉพาะความเครียดและภาวะซึมเศร้า ซึ่งสามารถกระตุ้นหรือทำให้อาการไมเกรนแย่ลงได้ การจัดการความเครียดผ่านเทคนิคผ่อนคลาย เช่น การทำสมาธิ หรือการออกกำลังกายเบาๆ สามารถช่วยลดความรุนแรงของอาการไมเกรนได้ นอกจากนี้ หากมีอาการซึมเศร้าหรือวิตกกังวลร่วมด้วย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม

2.ปวดกล้ามเนื้อ
ไมเกรนมักเกี่ยวข้องกับอาการตึงกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณคอ บ่า และไหล่ ซึ่งอาจเกิดจากพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น การนั่งทำงานเป็นเวลานาน หรือท่าทางที่ผิดปกติในระหว่างวัน วิธีบรรเทาอาการเหล่านี้ ได้แก่ การทำกายภาพบำบัด การยืดกล้ามเนื้อ หรือแม้กระทั่งการฉีดโบทูลินั่มท็อกซิน (Botox) เพื่อลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับไมเกรน

3.โรคเรื้อรังอื่นๆ
หลายคนที่เป็นไมเกรนอาจมีโรคเรื้อรังอื่น ๆ ร่วมด้วย ซึ่งอาจส่งผลให้ไมเกรนรุนแรงขึ้นได้ เช่น:

ความดันโลหิตสูง: ความดันโลหิตสูงสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไมเกรน และทำให้อาการรุนแรงขึ้นได้ ควรควบคุมความดันให้อยู่ในเกณฑ์ปกติผ่านการรับประทานอาหารที่เหมาะสมและการออกกำลังกาย

โรคหัวใจ: ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจ อาจพบว่าไมเกรนเกิดขึ้นถี่ขึ้นหรือมีความรุนแรงมากขึ้น ดังนั้น การดูแลสุขภาพหัวใจควบคู่ไปกับการจัดการไมเกรนจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ปัญหาการนอนหลับ: นอนไม่พอหรือมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับสามารถทำให้ไมเกรนเกิดขึ้นบ่อยขึ้นได้ การปรับปรุงคุณภาพการนอน เช่น การกำหนดเวลานอนให้เป็นประจำ และหลีกเลี่ยงสารกระตุ้นก่อนนอน จะช่วยลดความถี่ของไมเกรนได้

ไมเกรน เป็นโรคที่สามารถจัดการได้หากมีการรักษาและปรับพฤติกรรมอย่างเหมาะสม การปฏิบัติตาม 5 ขั้นตอนข้างต้น การใช้ยาอย่างถูกต้อง การปรับพฤติกรรม การจดบันทึกอาการ การเลือกการรักษาที่เหมาะสม และการดูแลโรคร่วมจะช่วยให้คุณลดความรุนแรงของไมเกรนและฟื้นฟูคุณภาพชีวิตได้
หากคุณกำลังเผชิญกับอาการไมเกรนเรื้อรัง อย่าลังเลที่จะปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพราะไมเกรนไม่ใช่โรคที่คุณต้องทนอยู่กับมันตลอดไป การรักษาที่เหมาะสมสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตคุณได้อย่างแท้จริง!

 

ปรึกษาแพทย์ นัดแพทย์ คลิ๊ก

 

ปวดหัวข้างเดียวที่ไม่ใช่ไมเกรน ปวดหัวคลัสเตอร์

 

ปวดหัวข้างเดียวที่ไม่ใช่ไมเกรน ปวดหัวคลัสเตอร์ปวดหัวข้างเดียวที่ไม่ใช่ไมเกรน ปวดหัวคลัสเตอร์