ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

ปวดท้ายทอย ปวดขมับ ปวดหัว เพราะสาเหตุนี้

หลายคนเข้ามาพบหมอด้วยอาการปวดหัว ปวดขมับ หรือปวดร้าวเข้าตา บางคนคิดว่าเป็นไมเกรน บางคนสงสัยไซนัสอักเสบ หรือโรคทางสมองที่ร้ายแรงกว่านั้น แต่หลังจากตรวจร่างกายและซักประวัติอย่างละเอียด เรากลับพบว่า…ต้นเหตุของอาการเหล่านี้ มาจากกล้ามเนื้อเล็กๆ กลุ่มหนึ่งบริเวณท้ายทอย ที่ชื่อว่า Suboccipital muscles

กล้ามเนื้อกลุ่มนี้มีหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวเล็กๆ ของศีรษะ และมักเกิดภาวะตึงตัวจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การก้มใช้โทรศัพท์นานๆ หรือนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์โดยไม่มีการขยับเปลี่ยนอิริยาบถ อาการตึงของกล้ามเนื้อจึงสามารถร้าวขึ้นศีรษะ ปวดลามไปที่ขมับ และกระบอกตาได้อย่างชัดเจน

กล้ามเนื้อ Suboccipital


สาเหตุที่แท้จริง: กล้ามเนื้อ Suboccipital อักเสบ

กล้ามเนื้อ Suboccipital คือกล้ามเนื้อเล็กๆ กลุ่มหนึ่งที่อยู่ลึกใต้ฐานกะโหลกศีรษะด้านหลัง เป็นกล้ามเนื้อบริเวณคอส่วนบนที่มีหน้าที่สำคัญในการควบคุมการเคลื่อนไหวของศีรษะ เช่น การก้ม เงย หัน หรือเอียงคอ

ในคนที่ใช้ชีวิตประจำวันแบบ “ก้มหน้าตลอดเวลา” เช่น ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ ใช้โทรศัพท์มือถือ หรืออ่านหนังสือนานๆ โดยไม่มีการเปลี่ยนท่าทาง กล้ามเนื้อกลุ่มนี้จะเกิดการหดเกร็งสะสมแบบไม่รู้ตัว จนกระทั่งเกิดการอักเสบเรื้อรังขึ้นมาในที่สุด

ผลที่ตามมาก็คือ อาการปวดตื้อๆ ตรงท้ายทอยที่ร้าวขึ้นไปถึงขมับ หรือแม้แต่ปวดลึกๆ ในกระบอกตา ซึ่งเป็นอาการที่หลายคนสับสนกับไมเกรน หรือบางคนกังวลว่าจะมีความผิดปกติร้ายแรงในสมอง

หากลองใช้มือกดบริเวณท้ายทอย ค้างไว้สัก 5–10 วินาที แล้วรู้สึกตื้อ ร้าว หรือปวดขึ้นไปที่ศีรษะด้านบนและขมับ นั่นอาจเป็นสัญญาณบอกว่า กล้ามเนื้อ Suboccipital ของกำลังมีปัญหาอยู่

Referred Pain หรือ “อาการปวดร้าวออกนอกตำแหน่ง”


แล้วทำไม...ปวดจากคอถึงลามขึ้นขมับได้?

หลายคนสงสัยว่า กล้ามเนื้อที่อยู่ลึกๆ ตรงท้ายทอยหรือคอ ทำไมถึงทำให้รู้สึกปวดขึ้นไปถึงขมับ หรือแม้แต่เบ้าตาได้? คำตอบอยู่ที่สิ่งที่เรียกว่า Trigger Point
เมื่อกล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า ไหล่ ถูกใช้งานต่อเนื่องนานๆ โดยเฉพาะในท่าก้มศีรษะ กล้ามเนื้อจะเกิดความเครียดสะสม จนกลายเป็นจุดตึงแข็งเล็กๆ ที่เราเรียกว่า Trigger Point หรือ “จุดกดเจ็บ”

Trigger Point เหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำให้ปวดเฉพาะที่เท่านั้น แต่ยังสามารถส่งสัญญาณปวดตามแนวเส้นประสาท ไปยังจุดอื่นที่อยู่ห่างออกไปได้ด้วย ปรากฏการณ์นี้เราเรียกว่า Referred Pain หรือ “อาการปวดร้าวออกนอกตำแหน่ง”

ยกตัวอย่างง่ายๆ คือ กล้ามเนื้อ Suboccipital ที่อยู่ตรงท้ายทอย เมื่อเกิด Trigger Point จะสามารถส่งสัญญาณปวดลามขึ้นไปตามแนวศีรษะ ไปยังขมับ กระบอกตา หรือแม้แต่หน้าผากได้เลย

ดังนั้นอาการปวดขมับ ปวดเบ้าตา ที่เกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน อาจไม่ใช่ปัญหาที่ขมับหรือดวงตาโดยตรง แต่อาจเป็น “อาการปวดที่สะท้อนมาจากกล้ามเนื้อคอ” ซึ่งมองไม่เห็นจากภายนอก แต่สามารถตรวจพบได้จากการตรวจร่างกายโดยแพทย์หรือนักกายภาพบำบัด

*หากดูในรูป จะเห็นสีแดงๆ ตามกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ นั่นก็คือตำแหน่งที่อาการปวดลามไปยังจุดต่างๆ นั่นเองค่ะ 

ลักษณะอาการคล้ายไมเกรน แต่ไม่ใช่ไมเกรน


ลักษณะอาการ...คล้ายไมเกรน แต่ไม่ใช่ไมเกรน

คนไข้ที่มีกล้ามเนื้อ Suboccipital ตึงตัวหรือเกิด Trigger Point มักจะเข้ามาด้วยอาการที่ “ดูเผินๆ เหมือนปวดไมเกรน” มากจนหลายคนวินิจฉัยตัวเองผิด หรือแม้แต่ได้รับยารักษาไมเกรนมาทาน แต่ไม่ค่อยได้ผล

ลักษณะของอาการที่พบได้บ่อยคือ ปวดแบบถูกบีบรัดหรือกดรัดศีรษะ คล้ายมีอะไรมารัดรอบๆ หน้าผาก ขมับ หรือเบ้าตา ซึ่งบางคนก็ปวดลามไปถึงท้ายทอยหรือคอร่วมด้วย อาการปวดมักจะไม่รุนแรงถึงขั้นทนไม่ได้ แต่จะรู้สึกตื้อๆ มึนๆ เหมือนหัวไม่โล่ง ทำงานแล้วไม่มีสมาธิ เหนื่อยง่าย หงุดหงิด

บางรายอาจมีอาการเวียนศีรษะเล็กน้อย หรือคลื่นไส้ร่วมด้วย แต่ ไม่ถึงขั้นปวดตุ้บๆ หรืออาเจียนเหมือนไมเกรนแท้ และอาจปวดข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้

จุดสังเกตสำคัญคือ อาการปวดแบบนี้มักสัมพันธ์กับ “การใช้งานกล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่เป็นเวลานาน” เช่น หลังนั่งทำงาน ใช้คอมพิวเตอร์ หรือใช้มือถือทั้งวัน แล้วอาการจะดีขึ้นเมื่อได้นวด ยืดกล้ามเนื้อ หรือพักสายตา

หากรู้สึกว่า “ปวดหัวเหมือนจะเป็นไมเกรน แต่กินยาไมเกรนแล้วไม่ค่อยดีขึ้น” หรือ “ปวดหัวเรื้อรังแบบมึนๆ” ก็ต้องคิดถึงโรคปวดลักษณะนี้ไว้นะคะ

บรรเทาอาการปวดหัว ปวดขมับ ด้วย “การยืดกล้ามเนื้อ”

หากใครที่มีอาการปวดหัวบริเวณขมับ หน้าผาก เบ้าตา หรือท้ายทอยแบบตื้อๆ มึนๆ โดยเฉพาะหลังนั่งทำงานนานๆ หรือใช้มือถือทั้งวัน ลองอย่าเพิ่งรีบกินยา ลองใช้ “การยืดกล้ามเนื้อ” เป็นตัวช่วยเบื้องต้นดูก่อน

เพราะการยืดกล้ามเนื้ออย่างถูกวิธี จะช่วยลดแรงตึง ลดการกดทับเส้นประสาท และช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น ส่งผลให้ความรู้สึกปวดตื้อๆ ค่อยๆ ผ่อนคลายลง

ใครที่มีอาการแบบนี้ ลองยืดตาม “หมอนุ่ม” ดูก่อนนะคะ อาการปวดจะลดลงและผ่อนคลายมากขึ้นได้ค่ะ 



รักษาอาการปวดหัว ปวดขมับ ด้วยเครื่องมือกายภาพบำบัด

ใครที่มีอาการเรื้อรัง กินยาแก้ปวด นวดกดจุดแล้วไม่หาย  ก็อาจจะต้องใช้การรักษาด้วยวิธีกายภาพบำบัดด้วยเครื่องมือกายภาพบำบัด ที่เป็นเทคโนโลยีลดปวด โดยการใช้การส่งผ่านพลังงานทางฟิสิกส์ไปยังตำแหน่งที่เจ็บปวดโดยตรง

รักษาอาการปวดหัว ปวดขมับ ด้วย “เครื่องมือกายภาพบำบัดเฉพาะทาง”

ใครที่มีอาการปวดหัว ปวดขมับ ปวดท้ายทอยแบบเรื้อรังกินยาแล้วไม่ช่วย นวดกดจุดก็ดีขึ้นแป๊บเดียว แล้วก็กลับมาปวดใหม่ซ้ำๆ แบบนี้

อาจจะต้องปรับเปลี่ยนแนวทางการรักษาที่ลงลึกกว่าการกินยาและนวดกล้ามเนื้อ
ซึ่งที่เฮชเอทคลินิก เรามีการใช้เครื่องมือที่หลากหลายในการรักษา ขึ้นกับอาการ และโรคที่เป็น โดยจะมีการใช้เครื่องมือที่ทันสมัย และมีประสิทธิภาพสูง 5 เทคโนโลยี ควบคู่กันไป ได้แก่ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า PMS, Shockwave , คลื่นพลังงานเลเซอร์ HPL, คลื่นเสียงความถี่สูง USG และเครื่องดึง Traction Therapy

-PMS (Pulsed Magnetic Stimulation)
เป็นเทคโนโลยีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ที่สามารถกระตุ้นกล้ามเนื้อและเส้นประสาทเฉพาะจุด ช่วยคลายการเกร็งสะสมของกล้ามเนื้อที่ลึกและเข้าถึงยากได้อย่างแม่นยำ

-rSW (Radial Shockwave Therapy)
เป็นเครื่องยิงคลื่นกระแทกแรงต่ำแบบกระจาย เพื่อคลายพังผืด กระตุ้นการไหลเวียนเลือด และลดปวด ทั้งกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และจุดกดเจ็บ

- HPL (High Power Laser)
คลื่นเลเซอร์พลังงานสูง ที่ช่วยลดการอักเสบ บรรเทาอาการปวด และกระตุ้นการซ่อมแซมของเนื้อเยื่อได้ในระดับเซลล์ เหมาะสำหรับอาการปวดเรื้อรังและกล้ามเนื้อที่ไม่ตอบสนองต่อการนวดทั่วไป

- USG (Ultrasound Therapy)
คลื่นเสียงความถี่สูงที่ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ลดอาการตึงและแข็งของกล้ามเนื้อลึก ใช้ร่วมกับเทคนิคมือของนักกายภาพ จะเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาอย่างชัดเจน

-Traction Therapy
เครื่องดึงคอที่ช่วยยืดกระดูกสันหลังระดับต้น ลดแรงกดทับของเส้นประสาท และคลายความตึงของกล้ามเนื้อรอบคอและไหล่ เหมาะกับผู้ที่มีอาการปวดศีรษะร่วมกับอาการตึงคอหรือชาแขน

ทุกขั้นตอนของการรักษาจะอยู่ภายใต้การดูแลของนักกายภาพบำบัดผู้เชี่ยวชาญ
เพื่อวางแผนการรักษาให้ตรงจุด ปลอดภัย และเหมาะสมกับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคลส่วน หากรักษาได้ตรงจุด อาการจะเริ่มดีขึ้นตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ และยิ่งเริ่มต้นรักษาเร็ว ก็จะยิ่งเห็นผลได้ง่ายและฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

รักษาด้วยเครื่องมือทางกายภาพบำบัด